มาหัดชิมเบียร์กันเถอะ

“พี่บอยคะ หนูได้เบียร์ใหม่มา 2 ขวด แช่อยู่ในตู้เย็น ไปเอามาชิมกันมั๊ยคะ… ?” ยังไม่ทันที่ผมจะตอบตกลง สาวน้อยคนนั้นก็เดินไปที่ตู้เย็น แล้วก็หยิบเบียร์มา 2 ขวดพร้อมกับที่เปิดขวด พอเธอเดินมาถึงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ เธอก็จัดการเปิดขวดเบียร์ทั้งสองนั้น ยื่นขวดหนึ่งให้ผม และอีกขวดหนึ่งเธอก็กระดกเข้าปากแล้วซดดัง อึกๆๆๆๆ…

“อร่อยจังเลยค่ะ พี่บอยขา…” เธอบอกหลังจากซดเบียร์เข้าไปอึกใหญ่

เอิ่มมมม… คุณน้องขา อันนี้เขาเรียกกระดกเบียร์ค่ะ ไม่ใช่ชิมเบียร์ป่ะคะ


ที่เล่าเรื่องนี้ให้ทุกท่านฟังเพราะต้องการจะบอกว่า การดื่มเบียร์ กับการชิมเบียร์ มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันครับ   การดื่มเบียร์เป็นเรื่องของการบริโภค แต่การชิมเบียร์ส่วนใหญ่เราชิมเพราะมีวัตถุประสงค์ แล้วแต่ว่าคนชิมจะมีวัตถุประสงค์อะไร ยกตัวอย่างเช่น บรูวมาสเตอร์ ชิมเบียร์เพื่อตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือ เจ้าของร้าน ต้องชิมเบียร์ให้รู้รสชาติ เพื่อจะได้สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง   แต่สำหรับเราๆท่านๆซึ่งเป็นผู้บริโภคแล้ว เราสามารถชิมเบียร์เพื่อพิจารณาและเพลิดเพลินกับรายละเอียดของเบียร์ได้ครับ 

แล้วเวลาชิมเบียร์ เราต้องดูอะไรบ้างหล่ะ ?

เวลาที่เราจะศึกษาอะไรสักอย่างหนึ่งให้เข้าใจ วิธีการที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือการรื้อครับ   ถอดมันออกมาเป็นส่วนๆ แล้วพิจารณาทีละส่วนให้ชัด ก่อนที่จะมาพิจารณาภาพรวมทีหลังอีกครั้งหนึ่ง ตารางด้านล่างคือองค์ประกอบที่เราจะพิจารณากันในการชิมนะครับ 

ประสาทสัมผัสองค์ประกอบความหมาย
ตาColorสีของเบียร์ มาจากมอลต์ที่ใช้ มีหน่วยวัดมาตรฐานเรียกว่า SRM
ตาHeadฟองเบียร์ เกิดจากโปรตีนในน้ำเบียร์ที่เกาะกันเป็นโครงสร้างกัก CO2 เอาไว้
ตาClarity/Hazeความใส/ขุ่นของเบียร์
จมูกAromaกลิ่นที่เราได้ตอนดมก่อนดื่ม เกิดจากมอลต์ ฮ็อปส์ และยีสต์ 
ลิ้นTasteรส หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และ อูมามิ
ปากBodyความบาง/หนาของเบียร์ ลองนึกภาพน้ำเปล่ากับนมเวลาอยู่ในปาก
ปากCarbonationความซ่า หมายถึง ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในน้ำเบียร์
ปากMouthfeelสัมผัสเมื่อเบียร์อยู่ในปาก
ปากRetronasal Smellกลิ่นที่เกิดหลังจากที่กลืนเบียร์เข้าไปแล้ว หายใจออก มีส่วนในการสร้าง Flavor
ปากAftertasteรสชาติที่ทิ้งไว้หลังจากที่เบียร์ถูกกลืนลงคอไปแล้ว
ปากFlavorเฟลเวอร์ เกิดจาก Taste + กลิ่น

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า มีองค์ประกอบใดที่เราจะต้องพิจารณาบ้าง ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการชิมแล้วครับ ไปดูกันเลยว่าขั้นตอนการชิมเบียร์จะต้องทำอย่างไรบ้าง   สำหรับขั้นตอนการชิมเบียร์ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะอ้างอิงจากคลิปชื่อ How to Taste Beer – Train Your Palate w/ Cicerone Chris Quinn of The Beer Temple – Brew Review Crew นะครับ จะเป็นการชิมแบบ Casual Tasting ซึ่งหมายถึง การชิมแบบชิลล์ๆ ไม่เป็นทางการ สำหรับคลิปตัวเต็มทางเราแปะให้ท้ายบทความครับ

เกริ่นมาจนได้เวลาอันสมควรแล้ว เราไปดูขั้นตอนการชิมเบียร์กันดีกว่าครับ


ขั้นตอนที่ 1 เตรียมของให้พร้อม

เตรียมเบียร์ที่แช่เย็นแล้ว และแก้วสำหรับชิมให้พร้อม

ก่อนที่เราจะชิมกันนะครับ เตรียมของให้พร้อมก่อนดีกว่า สิ่งที่จำเป็นต้องมีนะครับคือ เบียร์ กับแก้ว ครับ เบียร์ต้องได้รับการแช่เย็นเอาไว้ก่อนที่จะนำมาชิม ส่วนแก้วอย่าแช่ตู้เย็นนะครับ แก้วที่ชิมถ้าเป็นไปได้เราสามารถใช้แก้วไวน์ขาวได้ หรือถ้าหากว่าไม่ได้ ก็ใช้แก้วพลาสติกก็ได้ครับ หรือถ้าหากว่าไม่ได้จริงๆ ก็ใช้แก้วอะไรก็ได้ตามสะดวกก็แล้วกัน

กระดาษ ปากกา หรือ แบบฟอร์มบันทึก (Beer Tasting Sheet) ถ้าจัดเตรียมเอาไว้ก็ดี แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับการชิมแบบ Casual Tasting ครับ   ถ้าหากว่ามีการชิมหลายตัว เตรียมน้ำดื่มสำหรับล้างแก้ว ล้างปากเอาไว้ด้วยก็ดี


ขั้นตอนที่ 2 เทเบียร์ลงในแก้วชิมครับ

เทเบียร์ให้มีฟอง และเทไว้ประมาณ 1/3

เวลาเทเบียร์เพื่อชิม เรามักจะไม่เทจนเบียร์เต็มแก้วนะครับ ส่วนใหญ่เราจะเทเอาไว้แค่ 1 ใน 3 ของแก้ว เพื่อให้แก้วมีพื้นที่ว่าง กักกลิ่นที่ระเหยออกมาเพื่อให้เราดมได้ง่ายเอาไว้   อีกอย่างการเทเบียร์เพียงแค่ 1 ใน 3 ของแก้วยังทำให้เราสามารถ Swirl แก้วได้ง่ายอีกด้วย

เวลาเทเบียร์ เราต้องพยายามเทให้มีฟองนะครับ   และในกรณีที่มีการชิมหลายคนและจำเป็นต้องเทแบ่งเบียร์ออกไปหลายๆแล้ว ถ้าหากว่าเป็นเบียร์ที่มีตะกอน หรือไม่ผ่านการกรอง เราควรที่จะค่อยๆเทแบ่งทีละแก้ววนไปครับ เพื่อให้แต่ละแก้วได้ทุกส่วนของขวดอย่างทั่วถึง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปัญหาว่า คนที่แบ่งไปคนแรกได้น้ำเบียร์จากส่วนหัวของขวดซึ่งอาจจะใส ในขณะที่คนสุดท้ายได้เบียร์จากส่วนล่างของขวดซึ่งมีตะกอนยีสต์อยู่ และรสชาติเข้มกว่า


ขั้นตอนที่ 3 แทะโลมด้วยสายตา

เริ่มต้นจากการดู

คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการชิมเบียร์แล้วครับ แต่ช้าก่อน เรายังไม่ให้ท่านเทเบียร์เข้าปาก   เราจะต้องแทะโลมมันด้วยสายตาก่อนครับ ยกแก้วขึ้นมาดูพิจารณาถึงความเป็นไปของเบียร์ที่อยู่ในแก้วว่า สีของเบียร์เป็นอย่างไรบ้าง ? ฟองของเบียร์หนาหรือบาง ? ฟองของเบียร์นั้นเนียนหรือไม่ ? เบียร์ใสหรือมีความขุ่น ? มีตะกอนของสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในบ้างมั๊ย ? ลองส่องกับแสงไฟดูพรายฟองที่ผุดขึ้นภายในแก้ว ? ถ้าจำไม่ได้ให้ไล่ตามตารางที่ให้ไว้ข้างบนครับ 

มนุษย์เรานอกจากจะเสพความอร่อยด้วยปากและลิ้นแล้ว เรายังเสพด้วยตาอีกด้วยนะครับ   รูปลักษณ์ของสิ่งที่เราจะกินส่งผลต่อประสบการณ์ที่เรียกว่าความอร่อยของเราด้วยเหมือนกัน มันเหมือนเวลาเราไปทานอาหารในภัตตาคารหรูไงหล่ะครับ ที่เชฟจะต้องตกแต่งจานออกมาให้ดูดี น่าดึงดูด น่ารับประทาน


ขั้นตอนที่ 4 สัมผัสกลิ่นด้วยจมูก

ต่อด้วยการดม

หลังจากแทะโลมเบียร์ในแก้วด้วยสายตาจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ขั้นต่อไปให้ลองดมดูครับ เพื่อซาบซึ้งและเสพประสบการณ์จาก Aroma ของเบียร์   เบียร์มีกลิ่นหลายๆแบบนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เบียร์สไตล์เยอรมันไวเซ่นหลายๆตัว ให้กลิ่นหอมคล้ายกล้วย ในขณะที่เบียร์ IPA สไตล์อเมริกันที่ใช้ฮ็อปส์หนักๆ ก็มักจะมีกลิ่นฮ็อปส์ที่ฟรุ้งฟริ้งมาให้เราได้กลิ่นด้วยเหมือนกัน ลองยกแก้วเบียร์ขึ้นมาแล้วดมดูว่า เราได้กลิ่นอะไรบ้าง

เวลาที่เราดม ในตำราเขาบอกว่าให้ลองดมหลายๆวิธีครับ ยกตัวอย่างเช่น ดมแบบสูดสั้นๆ (คล้ายสุนัขเวลาดมกลิ่น) ดมแบบปิดปาก/เปิดปาก (อันนี้นึกว่าตำราเขียนเล่นๆ แต่มันได้กลิ่นต่างไปจริงๆ) 

และถ้าอยากให้เบียร์คลายกลิ่นออกมาให้มากขึ้น ให้ Swirl แล้วครับ การ Swirl คือการแกว่งแก้วเพื่อให้เบียร์มันเกิดการเคลื่อนไหวและอนุภาคของกลิ่นจะได้ฟุ้งออกมามากขึ้น 

คราวนี้พอจมูกเราได้กลิ่นแล้ว เราอาจจะบอกไม่ได้ว่ากลิ่นอะไร ให้ลองบรรยายโดยใช้ศัพท์เฉพาะตัวของเราก่อนครับ   ผมเคยดูคลิปใน YouTube คลิปหนึ่ง ซึ่งสัมภาษณ์ Chris Quinn ผู้ซึ่งเป็น Cicerone ครับ เขาให้เทคนิคว่า ลองบรรยายด้วยกลิ่นกว้างๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉันได้กลิ่นออกผลไม้ เป็นต้น จากนั้นค่อยถามตัวเองให้ชัดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คล้ายผลไม้อะไร เป็นต้น   ตรงนี้ไม่ต้องกังวลนะครับว่าจะบอกผิด บอกถูก ความไวในการรับกลิ่นของแต่ละคนไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติครับ


ขั้นตอนที่ 5 ชิมรสด้วยปากและลิ้น

และก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยนั่นก็คือ “การใส่ของเหลวเข้าปาก” นั่นเองครับ   สาเหตุที่ผมไม่ใช่คำว่าดื่ม ณ จุดนี้ก็เพราะว่า ในขั้นตอนแรก เราจะจิบเบียร์เข้าไปเล็กน้อย แล้ว “วนเบียร์” ให้ทั่วปากเสียก่อน เพื่อรับรู้รสชาติและปฎิกิริยาเวลาที่เบียร์อยู่ในปากเรา เราจะได้รับรสได้ทั่วปาก ในขั้นตอนนี้เราพอที่จะบอกรสชาติของเบียร์ตัวนี้คร่าวๆได้แล้วครับว่ามีรส (Taste) อะไรบ้าง   คำว่า Taste หมายถึง รส หวาน เปรี้ยว เค็ม ขม นะครับ จากนั้นพอเราหายในออกอีกทีหนึ่ง เราก็จะได้กลิ่นของเบียร์อีกครั้งหนึ่ง กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่เรียกว่า Retronasal smell หมายถึง กลิ่นที่ตีขั้นมาด้านหลังลำคอไปสัมผัสกับส่วนรับกลิ่นในโพรงจมูกครับ กลิ่นในส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เรารับรู้ Flavor ของเบียร์นั้น

หลังจากที่จิบแรกเข้าไปแล้ว คราวนี้ลองดื่มดู สังเกตุความหนาของของเหลวที่อยู่ภายในปาก สังเกตุความซ่า ความกัดลิ้นมั๊ยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ?

และหลังจากที่กลืนลงไปแล้วสักพัก มันทิ้งรสชาติอะไรไว้ในปากหรือไม่ ? รสชาติตรงนี้เราเรียกมันว่า อาฟเตอร์เทสท์ (Aftertaste)


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับขั้นตอนการชิมเบียร์ง่ายๆ 5 ขั้นตอน ไม่ยากเลยใช่มั๊ยครับ ? เพียงแค่ลองทำตามทีละขั้นตอน เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆที่กำลังอ่านอยู่ ก็สามารถที่จะเพลิดเพลินกับคราฟท์เบียร์ได้อย่างง่ายๆแล้ว ถ้าหากว่าอ่านแล้วยังงงอยู่ ผมมีคลิป YouTube ที่ Chris Quinn สอนเรื่องการชิมเบียร์อย่างง่ายๆ มาฝากด้านล่างครับ ทุกท่านสามารถคลิกดูเพื่อประกอบความเข้าใจได้

Chris Quinn สอนวิธีการชิมเบียร์อย่างง่าย

ครั้งต่อไป ถ้าท่านผู้อ่านได้ลองดื่มเบียร์ ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ แล้วเขียนมาบอกเล่ากันบ้างนะครับ

อยากฟัง

ส่อง Holy Choc Pop-up Bar แอบดูว่า Holy Choc เอาไปทำอะไรขายได้บ้าง

“พี่บอย… วันที่ 4-17 ก.พ.นี้ เนสเอา Holy Choc ไปออกบู้ทที่ Siam Paragon นะ… พี่มาด้วยหล่ะ…” หลังจากที่น้ำเสียงอันอ่อนหวานของคนที่อยู่ปลายสายพูดจบ เธอก็วางสายในทันทีโดยไม่ให้โอกาสผมตอบสักคำว่า ตรูว่างหรือเปล่า ? ^-^”

เมื่อตอนประมาณกลางเดือน ม.ค. คุณเนส (เจ้าของ บ.Choose Holy ซึ่งผลิตสินค้า Holy Choc และ Holy Chai) โทรมาชวนผมไปดู Pop-up Bar ของเธอครับ เธอบอกว่าเธออยากโชว์ให้ผมเห็นว่า Holy Choc ของเธอ สามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง ผมจะได้มีไอเดียในการนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้าได้ ที่จริงคุณเนสเธอเล่าให้ผมฟังหลายครั้งแล้วหล่ะครับว่ามันทำอะไรได้บ้างแต่ผมก็จำไม่ค่อยได้ อย่างว่าหล่ะครับ ฟังผ่านๆไม่เท่าเห็นของจริง ผมก็เลยตัดสินใจว่าคราวนี้จะไปเยี่ยมบู้ทเธอให้ได้ แล้ววันนั้นก็มาถึง

ในวันนั้นผมเดินทางไปถึง Siam Paragon ช่วงประมาณหกโมงเย็น คนกำลังเลิกงาน ห้างกำลังคนเยอะ ผมเดินลงไปที่ชั้นใต้ดิน บริเวณศูนย์อาหารซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอไปออกบู้ท และผมก็พบบู้ทของเธออยู่ข้างหน้าครับ

Holy Choc Pop-up Bar บู้ทดูสวยเชียวครับ

Holy Choc Pop-Up Bar

“… พี่บอย สวัสดีค่า” คุณเนสเธอทักทาย พร้อมกับเล่าให้ผมฟังว่า งานที่เธอมาออกนี้ชื่องานว่า You are so sweet เธอเล่าให้ฟังว่าทาง The Mall Group เชิญเธอมาออก เพราะสินค้าของเธอน่าจะเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายที่มาเดินในห้างนี้ เธอเลยได้มาครับ

หลังจากพูดคุยทักทายสัพเพเหระกันไปสักระยะหนึ่ง คุณเนสเธอก็เริ่มเล่าถึงความตั้งใจของเธอครับ

Logo ของ Holy Choc

“… เอาจริงๆ Holy Choc หนูก็วางขายอยู่ในห้างหลายที่แล้วหล่ะคุณพี่ อย่าง Tops, อย่าง The Malls ไรงี้ก็ขายดีมากๆ เพียงแต่หนูอยากให้คนอื่นได้เห็นว่า Holy Choc ของหนูมันเอาไปทำอะไรได้บ้าง เลยคิดว่าทำ Pop-up Bar ขึ้นมาแล้วทำสินค้าหลายๆแบบมาขายดู ให้คนเห็นเป็นไอเดียไปต่อยอดได้”

เออเว้ย ความคิดเลิศ ผมชอบความคิดเธอมากครับ แล้วเธอก็เริ่มพาไปดูสินค้าแต่ละตัวที่เธอทำมาโชว์ในงานนี้


ทำช็อคโกแล็ตเย็น อัดใส่ขวดสวยๆขาย

ทำช็อคโกแล็ตใส่ขวดสวยน่ารักขาย

“… นี่พี่ น่ารักมั๊ย ^-^” เนสถามพร้อมกับหยิบสินค้าในมือตัวแรกที่เธออยากจะอวดมาให้ดู

สินค้าตัวนั้นก็คือ ช็อคโกแล็ตผสมนมที่อยู่ในขวดใสรูปหมีครับ ดูน่ารักเชียว เนื่องจากตัว Holy Choc มี 3 รส เธอก็ทำสติกเกอร์ออกมา 3 สี 3 แบบเพื่อติดบ่งบอกรสของช็อคโกแล็ตที่อยู่ในขวด จากนั้นเพิ่มความมุ๊งมิ๊งให้มันด้วยโบว์ที่ผูกจากริบบิ้นลายน่ารัก โอ้ว คาวาอี้

เธอเล่าให้ฟังว่า อันนี้เอาไว้สำหรับคนที่เดินมาที่บู้ทแล้วอยากซื้อไปเก็บไว้แช่ตู้เย็นดื่มที่บ้าน สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 5 วัน ส่วนใหญ่คนที่ซื้อ Ice Chocolate สูตรที่ร้านไปแล้วจะซื้ออันนี้ติดไปด้วยครับ


ช็อคโกแล็ตร้อนแบบหนาๆ Thick Hot Chocolate

กด Thick Hot Chocolate จากเครื่อง โปรดสังเกตุเนื้อช็อคโกแล็ต

“… อันถัดมานะพี่ เนสภูมิใจนำเสนอมากเลย เขาเรียกว่า Thick Hot Chocolate เป็นช็อคโกแล็ตร้อนเนื้อแบบหนาๆข้นๆเป็นซุป เนสอยากให้คนไทยได้ลองอะไรใหม่ๆแบบนี้” เธอพูดจบแล้วก็กดช็อคโกแล็ตร้อนที่อยู่ในหม้ออุ่นมาให้ผมได้ลองชิม

เนื้อช็อคโกแล็ตข้นดีครับ ข้นเนียนเลย แตกต่างจากช็อคโกแล็ตร้อนที่เราสั่งตามร้านอย่างเห็นได้ชัด คุณเนสเล่าให้ฟังว่าที่ต่างประเทศเขาทานกันแบบนี้ เนื้อช็อคโกแล็ตแบบนี้ดื่มก็ฟิน เอาไว้จุ่มกับพวกขนมปังหรือครัวซองต์ก็ได้ พอฟังมาถึงจุดนี้แล้ว ผมอยากจะรีบเดินไปซื้อปาท่องโก๋ร้าน Ka.Nom มาลองฟีเจอริ่ง จุ่มกินคู่กันจริงๆ น่าจะเข้ากันดีอยู่


Holy Choc ใช้ทำขนมได้ด้วยนะ

บิซโคโช่ (Bizcocho) ในตู้โชว์

“… นี่พี่ ช็อคโกแล็ตของหนูเอาไปทำขนมได้ด้วยนะ มันมีดาร์คช็อคโกแล็ตอยู่ถึง 65% แหน่ะ” แล้วเธอก็ชี้มายังขนมของเธอที่ตั้งอยู่ในตู้ ขนมนี้เรียกว่า บิซโคโช่ (Bizcocho) ลักษณะคล้ายๆเค้ก คล้ายบราวนี่ แต่มีการแต่งหน้าด้วย Topping ต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่, บลูเบอรี่ เป็นต้น เวลาเสริฟ เราก็จะมีการเพิ่มซอส หรือเติมพวกช็อคโกแล็ตมูสเข้าไปอีก เพื่อเพิ่มความอร่อยเข้าไปอีก

การเสริฟบิซโคโช่ (ขอขอบคุณภาพจาก Instragram eatateeatenbkk)

เมนูเด็ด ช็อคโกแล็ตเย็นสูตรทรงเครื่อง Double Ice Chocolate

Ice Double Choc – Mint

“… พี่บอย กินอะไรมั๊ย เดี๋ยวเนสให้น้องทำนี่ให้กิน เมนูเด็ดของร้าน แล้วก็ขายดีมากด้วย ชื่อว่า Double Ice Chocolate… เอารสอะไรพี่ ?” ผมดูเมนูที่ติดอยู่ด้านหน้าของร้านครับ มี 3 รสด้วยกัน ได้แก่ รสช็อคโกแล็ต, รสช็อคโกแล็ตมินท์ และสุดท้ายคือ รสช็อคโกแล็ตฮาเซลนัท ถ้าเราเลือกอะไร เราก็จะได้ช็อคโกแล็ตรสนั้น ทั้งตัวน้ำและตัวมูสที่อยู่ด้านบน ใช่ครับ ตัวช็อคโกแล็ตมูสที่อยู่ด้านบนนั้น มันทำมาจากการเอา Holy Choc ไปผสมกับวิปปิ้งครีมในกระบอกทำวิป แล้วก็กดออกมา ดังนั้นมันจึงมี 3 รส 3 แบบ เครื่อง Topping ที่อยู่ด้านบนก็จะแต่งให้ต่างกันไปตามรสชาติของตัวช็อคโกแล็ตนั้น

“พี่เอา Hazelnut ก็แล้วกันค่ะ…” ผมตอบคุณเนสไปอย่างนั้น เธอจึงให้น้องทำให้ผมแก้วนึง แอบถ่ายขั้นตอนการทำมาด้วยอยู่ในคลิปวิดีโอด้านล่าง (อย่าแอบไปฟ้องเธอนะครับ)

และรูปด้านล่างคือหน้าตาของ Double Ice Chocolate – Hazelnut ที่ทำเสร็จแล้วครับ ตัวน้ำเป็นช็อคโกแล็ตรสฮาเซลนัทผสมนมเย็น แต่งด้านบนด้วยมูสช็อคโกแล็ตรสฮาเซลนัท ท็อปด้วย Chocolate flakes + ขนมปังกรอบ และผลไม้ตระกูลเบอรี่ มันช่างเข้ากันดีมาก

เมนูเด็ดของวันนี้ Ice Double Choc – Hazelnut ที่สำเร็จแล้ว

สูงสุดคืนสู่สามัญ ขายเป็นซองให้เอากลับไปชงเล่น

Holy Choc สูตรไม่มีครีมเทียม มี 3 รสชาติ และมีจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

“… และสุดท้าย ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้นำเสนอมานี้ พี่สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ซื้อ Holy Choc ของหนูไปใช้ที่บ้าน เท่านั้นค่ะ”

“อุ๊ยต๊ายตายยยย !!! น้องชั้น… ขายเก่ง…” ผมถึงกับต้องอุทานในใจเลยครับ โชว์ให้เราเห็นว่ามันทำอะไรได้บ้าง แล้วสุดท้ายก็ปิดด้วยการนำเสนอสารตั้งต้นเพื่อให้เอากลับไปทดลองทำที่บ้าน เป็นบทขายที่สวยงามมาก นับถือ นับถือ


ในวันนั้นผมกลับมาบ้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้นว่า เพียงแค่ช็อคโกแล็ตชนิดผงเพียงอย่างเดียว สามารถนำไปต่อยอดเป็นสินค้าอื่นๆได้หลายอย่างเหลือเกิน อยากเดินไปหยิบ Holy Choc ในครัวมาทำเล่นโดยพลัน โดยเฉพาะเมนูที่ผมชอบที่สุดคือตัว Ice Double Choc นี่แหล่ะครับ เวลาทำดูน่าสนุก แล้วก็ได้ชิมแล้วอร่อยดี

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจ อยากลองซื้อ Holy Choc ไปใช้ที่บ้าน ท่านผู้อ่านสามารถหาซื้อได้ที่ Tops Supermarket ใกล้บ้าน, เว็บไซต์ ChooseHoly หรือ ติดต่อที่ Yummy House ได้เลยครับ

5 เบียร์พื้นฐานสำหรับเริ่มขายคราฟท์เบียร์

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้นายบอย ยัมมี่คนเดิม ก็กลับมาพบกับท่านผ่านบทความกันอีกเช่นเคยนะครับ

ตั้งแต่ผมเริ่มต้นทำงานในอุตสาหกรรมนี้ใหม่ๆ จนมาถึงตอนนี้ ผมพบปัญหาหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับเจ้าของร้านที่เริ่มต้นขายคราฟท์เบียร์ใหม่ๆ ปัญหานั้นก็คือเรื่องของ สไตล์เบียร์ ครับ

เวลาที่เราเข้ามาอยู่ในโลกของคราฟท์เบียร์แล้ว คำว่าเบียร์ของเราไม่ได้มีแค่คำว่าลาเกอร์อีกต่อไป ไม่ได้มีรสชาติเดียวเหมือนที่เราเคยรู้จัก โลกของคราฟท์เบียร์มีความหลากหลายมากกว่านั้นครับ มีรสชาติหลายๆแบบให้เราได้สัมผัส ได้เลือกหามาลงร้าน และความหลากหลายนั่นแหล่ะครับ คือปัญหา

ถ้าหากถามว่าเบียร์ในโลกนี้มีกี่สไตล์ด้วยกัน ผมยอมรับตามตรงเลยครับว่า ผมเองก็ตอบไม่ได้ เพราะวิธีการแบ่งสไตล์ของแต่ละที่บางทีก็ไม่เหมือนกัน แถมเบียร์สไตล์ใหม่ๆยังมีการค้นพบและเกิดขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย อย่างใน Beer Style Guidelines ปี 2019 ของ Brewers Association นะครับ มีระบุไว้ถึง 152 สไตล์ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสไตล์เบียร์มันจะเยอะ แต่ถ้าเราค่อยๆเริ่มศึกษาจากเบียร์จำนวนน้อยๆไปก่อน พอคุ้นชิน อยู่กับมันได้ ค่อยทำความรู็จักเบียร์สไตล์อื่นๆเพิ่ม มันก็ไม่เกินความสามารถของพวกเรา จริงมั๊ยครับ ?

ในบทความนี้ ผมอยากนำเสนอเบียร์ 5 สไตล์หลักสำหรับการเริ่มต้นครับ เบียร์ 5 สไตล์หลักนี้เป็นเบียร์ที่จะทำให้เราได้เห็นความแตกต่างใหญ่ๆของคราฟท์เบียร์แต่ละสไตล์ และเป็นแกนกลางที่ทำให้เราเรียนรู้ และต่อยอดไปดูเบียร์สไตล์อื่นต่อไปได้ง่ายขึ้น

เบียร์ทั้ง 5 สไตล์นี้ มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ


สไตล์ที่ 1 Lager

ภาพเบียร์ลาเกอร์ (ภาพจากเว็บไซต์ pxfuel.com)

ลาเกอร์ เบียร์ยอดนิยมที่ร้านที่ขายเบียร์ทุกร้านต้องมีครับ มันเป็นเบียร์ที่อยู่คู่สังคมไทยเรามานานมาก และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด จนถ้าหากว่าพูดถึงแค่คำว่าเบียร์เฉยๆ คนทั่วไปก็นึกถึงเบียร์สไตล์ลาเกอร์ไปเรียบร้อยแล้ว

คุณลักษณะหลักของเบียร์สไตล์นี้คือ เป็นเบียร์ที่มีบอดี้บาง รสชาติสะอาด และมีความซ่า ครับ เหมาะสำหรับการดื่มเพื่อดับกระหายหรือรีเฟรช ลองนึกดูนะครับ สมมติว่าคุณลูกค้าที่ร้าน เพิ่งกลับมาจากตีกอล์ฟ อากาศร้อนๆ เหงื่อโทรมกาย อะไรจะดีไปกว่าการสั่งเบียร์ลาเกอร์เย็นเจี๊ยบสักขวด

แล้วถ้าถามว่าเบียร์ลาเกอร์เป็นคราฟท์เบียร์มั๊ย ? ผมตอบได้เลยครับว่า เบียร์ลาเกอร์แบบคราฟท์ๆ ก็มีอย่างแน่นอน ในโลกของคราฟท์เบียร์นะครับ นอกจากร้านจะลงลาเกอร์แบบทั่วไปแล้ว เรายังมีเบียร์ลาเกอร์ที่เพิ่มลูกเล่นความน่าสนใจลงไปอีกหลากหลายเลยครับ เบียร์ลาเกอร์บางตัวใช้วัตถุดิบพิเศษเช่นข้าวหอมมะลิ หรือบางตัวมีการใช้ฮ็อปส์โลกใหม่ใส่ลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นหอมโทนฟรุ้ตตี้ หรือ บางตัวมีสีเขียวเพราะใส่สาหร่ายสไปรูไลน่า เป็นต้น ที่เห็นแปลกที่สุดก็คือ เบียร์ลาเกอร์ผสมน้ำยาอุทัยทิพย์ครับ ที่เดียวในโลกจริงๆ

ถ้าให้ยกตัวอย่างเบียร์ลาเกอร์ไทยสายคราฟท์ ผมมักจะพูดถึง Bootleg Brothers :: Island Hopper, Sivilai, Stone Head :: Lemongrass Kolsch, เบียร์ภูเก็ต, อลามองด์แบรนด์เหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ในตลาดมาระดับหนึ่งแล้วครับว่าสามารถอยู่ได้ในร้านทั่วๆไป


สไตล์ที่ 2 Wheat Beer

ภาพ Wheat Beer ( ภาพจากเว็บไซต์ Pixabay.com)

วีทเบียร์ หรือเบียร์ข้าวสาลี เป็นเบียร์อีกสไตล์หนึ่งที่ผมอยากแนะนำให้มีติดร้านเอาไว้นะครับ ถ้าหากว่าร้านอยากแตกต่างแต่ไม่อยากลงเบียร์หลายสไตล์ ผมแนะนำว่าลงแค่ลาเกอร์กับวีทเบียร์ก็ดูคูลๆ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความแตกต่างกับร้านเพื่อนบ้านได้แล้ว ข้อดีอีกอย่างของวีทเบียร์คือ ขายง่าย เพราะคนไทยคุ้นชินกับเบียร์ประเภทนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วครับ ต้องขอขอบคุณ Hoegaarden, Paulaner, Snowy Weizen และแบรนด์อื่นๆที่ช่วงผลักดันให้เบียร์ชนิดนี้เป็นที่รู้จัก

วีทเบียร์ที่เรียกว่าวีทเบียร์ก็เพราะว่าเป็นเบียร์ที่มีส่วนผสมของวีทผสมอยู่ (วีท ภาษาอังกฤษเขียนว่า Wheat ออกเสียงว่าหวีท แปลว่าข้าวสาลี) รสชาติของเบียร์ก็จัดว่าดื่มง่าย ไม่ค่อยขมเท่าไร เบียร์สไตล์นี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆครับ ได้แก่ วีทเบียร์สไตล์เบลเยี่ยม และวีทเบียร์สไตล์เยอรมัน

วีทเบียร์สไตล์เบลเยี่ยมเราเรียกกันว่า Witbier ครับ มันเป็นเบียร์ที่นอกจากจะใช้ข้าวสาลีเป็นหนึ่งในวัตถุดิบแล้ว ยังมีการแต่งรสชาติของเบียร์ด้วยเปลือกส้มและเมล็ดผักชีอีกด้วย ทำให้เราได้เบียร์ที่มีคาร์แร็คเตอร์ของ ซิตรัส และเครื่องเทศแซมอยู่เล็กน้อย ถ้าอยากรู้จักให้ลองหา Hoegaarden สีขาวมาลองดื่มดู

ในขณะที่วีทเบียร์สไตล์เยอรมันเราเรียกมันว่า ไวเซ่น (Weizen) จะใช้วัตถุดิบเพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้น คือ มอลต์ (ทั้งบาร์เลย์มอลต์และวีทมอลต์) ฮ็อปส์ ยีสต์ และน้ำ ซึ่งเบียร์ส่วนใหญ่จะมีกลิ่นหอมออกไปทางกล้วยและกานพลู เป็นหลัก ตัวอย่างของเบียร์ชนิดนี้ที่มีขายในท้องตลาด เช่น Paulaner Hefe-Weissbier หรือ Snowvy Weizen เป็นต้น

ถ้าพูดถึงคราฟท์เบียร์ไทยเราก็จะมีหลายตัวที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น มหานครไวท์เอล, บุษบา Ex-Weisse, Triple Pearl :: Weisse Pearl หรือ Stone Head :: 7 Days Wit เป็นต้น


สไตล์ที่ 3 IPA

ภาพเบียร์ IPA (ภาพจาก Flicker CC BY 2.0)

ถ้าให้เลือกเบียร์ขึ้นมาสไตล์หนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนของคำว่าคราฟท์เบียร์ ผมจะเลือกเบียร์สไตล์ IPA ขึ้นมาครับ เพราะคนส่วนใหญ่ก็เริ่มรู้จักและจดจำคราฟท์เบียร์ได้จากเบียร์สไตล์ IPA นี่แหล่ะ

IPA ย่อมาจากคำว่า India Pale Ale ครับ จุดเริ่มต้นของเบียร์สไตล์นี้ มาจากการที่อังกฤษต้องการส่งเบียร์ไปขายยังอาณานิคมในประเทศอินเดีย แต่ด้วยระยะการเดินทางที่ไกลมาก ทำให้เบียร์เกิดการเสียระหว่างทาง เพื่อแก้ปัญหานี้ เบียร์ล็อตใดที่จะถูกส่งไปขายที่อินเดีย ทางโรงเบียร์ก็จะใส่ฮ็อปส์ลงไปมากกว่าปกติ แล้วตีตราข้างถังว่า India Pale Ale ซึ่งหมายถึง เบียร์ Pale Ale ถังนี้ เป็นสูตรที่ทำไว้สำหรับไว้ส่งไปที่อินเดียนั่นเอง

เบียร์ IPA เป็นเบียร์ที่โชว์คุณลักษณะของฮ็อปส์ได้ดีที่สุดครับ อย่างที่เราทราบกันนะครับว่า ฮ็อปส์มีหน้าที่ 3 อย่างเบียร์ นั่นคือ ทำให้เบียร์ขม, ทำให้เบียร์หอม และทำให้เบียร์อยู่ทน ดังนั้นการใส่ฮ็อปส์ลงไปเบียร์เยอะๆ มันทำให้เบียร์อยู่ได้นานขึ้น แต่มันก็ทำให้เบียร์นั้นขมขึ้น และหอมขึ้นด้วยเช่นกัน

ด้วยความขมและหอมนี้แหล่ะครับ ที่ดึงดูดทั้งนักทำเบียร์และนักดื่มเบียร์ให้ชื่นชอบมันหนักหนา ปัจจุบันมีการพัฒนาฮ็อปส์สายพันธุ์ใหม่ๆที่ให้รสและกลิ่นดีขึ้นกว่าสายพันธุ์เดิมๆ ทำให้นักทำเบียร์คราฟท์ทำเบียร์สไตล์นี้ออกมากันเยอะมาก และก็มีผู้บริโภคคราฟท์เบียร์จำนวนมากที่ชื่นชอบมันเช่นกัน

นักทำเบียร์คราฟท์ชาวไทยก็ทำเบียร์ IPA กันเยอะนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ชาตรี IPA, Spacecraft :: Galaxy IPA, Stone Head :: ก้านคอ IPA เป็นต้น


สไตล์ที่ 4 Stout

ภาพเบียร์สเตาท์ (ภาพจากเว็บไซต์ Pixabay.com)

น้องๆ มีเบียร์ดำขายมั๊ย ? ผมเชื่อแน่ว่าท่านเจ้าของร้านทุกท่านจะต้องถูกคุณลูกค้าถามคำถามนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตของการเปิดร้านขายเบียร์ ผมบอกได้เลยครับว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ทั้งสามารถตอบได้ง่ายที่สุดและยากที่สุดในเวลาเดียวกัน ในฝั่งที่ตอบง่ายคือตอบแค่ว่า มีหรือไม่มี แต่ที่ตอบยากคือ คุณลูกค้าหมายถึงเบียร์ดำตัวไหนกันแน่ เบียร์ Dark Lager ก็ดำ, Dunkel Weizen ก็ดำ, Stout ก็ดำ, Porter ก็ดำ, Abbey Dubbel ก็ดำ จะเอาดำตัวไหนเสริฟคุณลูกค้าหล่ะ ? นี่แหล่ะที่ตอบยาก

ทางเลือกง่ายๆครับ เอา Stout ติดไว้ในกลุ่มนี้ ดีที่สุดครับ สเตาท์ เป็นเบียร์ที่มีสีดำเข้มซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ สีดำเข้มเกิดจากการใช้ Roasted Malt/ Dark Malt มาเป็นส่วนหนึ่งในวัตถุดิบ สเตาท์เป็นเบียร์ที่มีลักษณะของ ช็อคโกแล็ต, กาแฟ ชัดเจน บอดี้เข้มหนา สามารถแพร์ริ่งกับอาหารจำพวก เนื้อย่าง, บาร์บีคิวได้เหมาะมาก นอกจากนี้ยังสามารถจับคู่กับของหวานเช่นบราวนี่ ได้อย่างลงตัวอีกด้วย

บรูวเวอร์ชาวไทยก็ทำสเตาท์ดีๆออกมาหลายตัวนะครับ เช่น Space Craft :: Event Horizon, Stone Head :: The Dark Side, Stone Head :: Hazelnut Chocolate Stout เป็นต้น


สไตล์ที่ 5 Cider

ภาพไซเดอร์ ทำจากแอ็ปเปิล (ภาพจากเว็บไซต์ pxhere.com)

นอกจากคราฟท์เบียร์แล้ว การมีเครื่องดื่มทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่เบียร์ ไว้ให้บริการคนที่ไม่อยากดื่มเบียร์ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจนะครับ

จากประสบการณ์ของผมตอนที่ไปออสเตรเลียพบว่า ในบรรดาหัวเบียร์สดในร้าน (แม้แต่ร้านในสนามบิน) จะต้องมีแท็ปหนึ่งที่เป็นไซเดอร์เสมอ ไซเดอร์เป็นเทรนด์หนึ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วงนี้ครับ เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่หมักมาจากน้ำแอ็ปเปิ้ล มีความซ่า บอดี้บาง รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ และที่สำคัญคือไม่ขม ดื่มกับน้ำแข็งได้ เหมาะกับบรรยากาศบ้านเรามาก

สำหรับคนไทยก็มีแบรนด์ที่เริ่มทำไซเดอร์ออกมากันแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Sida :: Cloudy Apple กับ Sida :: Cloudy Caramel เป็นต้น


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเบียร์ 5 สไตล์หลักๆสำหรับร้านที่อยากเริ่มต้นขายคราฟท์เบียร์

ผมยังเน้นย้ำอยู่เสมอครับว่า การเลือกเบียร์ต้องเลือกให้ตรงกับรูปแบบและลักษณะของร้าน ถ้าหากร้านของเราไม่ได้เป็นร้านที่ขายคราฟท์เบียร์โดยตรง แต่เน้นขายอย่างอื่น อาจจะเป็นบรรยากาศ หรืออาหาร เป็นต้น เราเองก็ไม่จำเป็นต้องมีเบียร์ 20 สไตล์ 30 ฉลากให้ปวดหัว เพียงแต่เลือกเบียร์ให้ครอบคลุมสไตล์หลักๆ เลือกไว้สักสไตล์ละ 1-2 ตัว เป็นทางเลือกให้ลูกค้า เพียงเท่านี้ เราก็สามารถสร้างบริการที่ดีขึ้น และสร้างความแตกต่างกับร้านเพื่อนบ้านได้แล้วครับ แต่ถ้าหากว่าเราต้องการเปิดเป็นร้านที่ขายคราฟท์เบียร์โดยตรง เราก็ต้องลงเบียร์ในลักษณะที่เรียกว่าจัดเต็ม มีเบียร์หลากสไตล์และหลายฉลากมากกว่านี้ ซึ่งการเริ่มต้นศึกษา (และฝึกอบรมพนักงาน) จากเบียร์พื้นฐาน 5 ชนิดนี้ให้แม่นๆ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อยอดไปหาเบียร์สไตล์อื่นๆครับ

และถ้าหากว่าท่านกังวลใจว่า การลงเบียร์หลายหลายชนิดมากขึ้นจะทำให้ทุนจม ผมบอกได้เลยครับว่าไม่ต้องกังวล ในปัจจุบันมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Distributor ครับ คุณเจ้าของร้านสามารถสั่งซื้อเบียร์คละๆกันไปลองขายได้ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งไปถึงอย่างละ 1 ลัง ขอให้คละกันจนถึงขั้นต่ำก็ส่งแล้ว สั่งไปลองขายดูครับ ตัวไหนขายดีก็สั่งเพิ่ม ตัวไหนขายช้าก็เปลี่ยน เป็นทางเลือกที่ดีมาก

สำหรับที่ Yummy House เราเองก็เป็นดิสทริบิวเตอร์เหมือนกันครับ ธุรกิจหลักของเราคือการส่งเบียร์เข้าร้านโดยเฉพาะ มีร้านค้าหลายร้านที่ใช้บริการของเราอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และก็ทำการค้ากันอย่างแฮ็ปปี้ดี

หวังว่าแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่อยากจะเริ่มต้นขายคราฟท์เบียร์กันนะครับ

ส่องเบียร์ในร้าน Roast มีเบียร์อะไรบ้างมาดูกัน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สำหรับวันนี้นะครับ คอลัมน์ส่องร้านขออนุญาตพาทุกท่านมาส่องร้าน Roast Coffee & Eatery กัน สำหรับร้าน Roast นะครับ เป็นร้านอาหารที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 โดยมีสาขาแม่อยู่ที่ชั้นบนสุดของโครงการ theCOMMONs ทองหล่อ และขยายต่อมาเรื่อยๆ จนตอนนี้มีถึง 4 สาขาแล้วครับ (ดูสาขาได้ที่นี่)

Roast สาขา The Emporium (ภาพจาก Roast Facebook Fanpage)

เนื่องจากร้านนี้ เป็นร้านที่มีชื่อเสียงมาก ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่าน น่าจะเคยเข้าไปใช้บริการที่ร้านนี้กันอยู่แล้ว ถ้าหากผมถามท่านผู้อ่านว่าเวลาพูดถึงร้านนี้แล้วท่านผู้อ่านนึกถึงอะไรกันบ้างครับ ? เพื่อนๆของผมมักนึกถึงกาแฟคุณภาพดี อาหารที่สด สะอาด และอร่อย นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เอาไว้นัดประชุม พบปะ พูดคุยกับเพื่อนฝูงยามที่จะต้องเข้าเมืองได้อีกด้วย

พูดไป คุยไป ทานข้าวไป ประชุมกันไป กาแฟมี อาหารพร้อม และที่สำคัญคือ มีเบียร์ขายครับ คอแห้งปุ๊ป สั่งเบียร์มาได้ปั๊ป สุขีดีจริงๆ

แล้วตอนนี้ที่ร้านนี้มีเบียร์อะไรขายบ้างหล่ะ เรามาส่องกันเลยครับ


1.เบียร์ภูเก็ต

เบียร์ภูเก็ตหน้าร้าน Roast สาขา Central World

เบียร์ตัวแรกที่มีในร้านคือ เบียร์ภูเก็ตครับ เบียร์ภูเก็ตเป็นเบียร์สไตล์ลาเกอร์ ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอยู่ทุกยุคทุกสมัย ร้านที่มีเบียร์ขายทุกร้านจะต้องมีเบียร์ลาเกอร์ติดร้านไว้ครับ สิ่งที่ทำให้เบียร์ภูเก็ตแตกต่างจากเบียร์ลาเกอร์อื่นๆคือ เบียร์ภูเก็ตมีการใช้ข้าวหอมมะลิมาเป็นส่วนหนึ่งในวัตถุดิบการผลิต ซึ่งการใช้ข้าวหอมมะลินี้เอง ทำให้เบียร์ภูเก็ตมีบอดี้และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง


2.มหานคร ไวท์เอล

เบียร์มหานครหน้าร้าน Roast สาขา Central World

เบียร์ตัวที่สองที่เราสามารถสั่งได้เป็น Wheat Beer ครับ วีทเบียร์ (เขียนว่า วีทเบียร์ แต่ออกเสียงว่า หวีทเบียร์) เป็นเบียร์ที่มีข้าวสาลีเป็นหนึ่งในวัตถุดิบนั่นเอง (Wheat แปลว่าข้าวสาลี) สำหรับร้านนี้เลือกลงเบียร์ มหานครไวท์เอล ครับ มหานครเป็นเบียร์ข้าวสาลีสไตล์เบลเยี่ยม ซึ่งก็หมายถึง นอกจากจะมีการใช้ข้าวสาลีเป็นส่วนหนึ่งในวัตถุดิบแล้ว ยังมีการแต่งรสด้วยเปลือกส้มและเมล็ดผักชีอีกด้วย แต่สำหรับเบียร์มหานครนั้นมีการใช้วัตถุดิบที่มากกว่านั้นคือ มีการเติมข้าวโอ๊ตลงไปเพื่อเพิ่มบอดี้ของเบียร์ให้มีความครีมขึ้น และใช้ส้มวาเลนเซียทั้งลูกเพื่อสร้างรสสัมผัสของส้มให้ชัดเจนมากกว่าเดิม คนออกแบบเบียร์ตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเบียร์ที่ชื่อว่า Blue Moon ซึ่งเป็นคราฟท์เบียร์ที่ขายดีมากในอเมริกา


3.ชาละวัน เพลเอล

เบียร์ชาละวันหน้าร้าน Roast สาขา Central World

เบียร์ตัวถัดมาที่เราพบคือเบียร์ที่ชื่อว่า ชาละวันเพลเอล ชาละวันเป็นคราฟท์เบียร์ไทยเจ้าแรกๆที่จุดกระแสเรื่องคราฟท์เบียร์ฝีมือคนไทยให้ได้รับความสนใจในวงกว้าง ด้วยความที่เป็นเบียร์สไตล์เพลเอล ซึ่งแสดงความ Hoppy (ฮ็อปส์เด่น) ทำให้เบียร์มีกลิ่นที่หอมออกไปโทนลิ้นจี่ เสาวรส แต่ก็มีมีความขมในระดับที่จะทำให้คนจดจำเช่นกัน ผมเคยคุยกับเจ้าของสูตรเบียร์นี้ครับ พี่เขาบอกว่ากว่าจะสร้างกลิ่นและรสได้แบบนี้ จะต้องใช้ ฮ็อปส์ผสมกันถึง 4 สายพันธุ์ เลยทีเดียว


4.อันดามัน ภูเก็ต ดาร์คเอล

เบียร์อันดามันหน้าร้าน Roast สาขา Central World

และเบียร์ตัวสุดท้ายที่มีในร้านเป็นเบียร์ดำครับ ชื่อว่า อันดามันภูเก็ตดาร์คเอล ผมว่าเบียร์ตัวนี้เอาไว้ตอบโจทย์เวลาที่มีลูกค้าถามว่า ที่ร้านมีเบียร์ดำขายมั๊ย ? เบียร์อันดามันเป็นเบียร์ดำในสไตล์ที่เรียกว่า British Brown Ale ครับ สีเข้มของเบียร์เกิดจากการใช้มอลต์ที่คั่วเข้มขึ้นมา มอลต์ที่เบียร์ตัวนี้ใช้ เป็นมอลต์ที่มีความพิเศษมากครับ มันคือมอลต์ที่ชื่อว่า Crisp No.19 Floor-Malted Maris Otter ซึ่งเป็นมอลต์ที่ผลิตด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม และในปัจจุบันเหลือที่ผลิตเพียง 2 แห่งของโลกเท่านั้น มอลต์ตัวนี้จะทำให้เบียร์มีรสสัมผัสของบิสกิต คาราเมล และรสปลายของเอสเพรสโซ่


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ Selection เบียร์ของร้าน

โดยส่วนตัวผมมีความคิดเห็นว่าแนวทางการเลือกลงเบียร์ของร้านนั้น ดูเหมาะสมแล้วกับลักษณะรูปแบบการดำเนินธุรกิจของร้าน ด้วยความที่เป็นร้านอาหาร เน้นการให้บริการกับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ลูกค้าเข้ามาเพื่อกินดื่ม ไม่ได้เข้ามาเพื่อดื่มเบียร์อย่างเดียว ดังนั้นร้านไม่จำเป็นต้องมีเบียร์ที่หลากหลายถึง 20 ฉลาก 30 สไตล์ เพียงแต่ร้านมีเบียร์ในสไตล์หลักๆให้ครบ เพื่อจะได้นำเสนอเบียร์ที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่เข้ามาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าอยากนั่งชิลล์ๆ อากาศร้อนๆ อยากได้อะไรที่รีเฟรชๆก็เสนอลาเกอร์, ถ้าลูกค้ากินอาหารที่รสออกครีมๆ ให้ลองเลือกดื่มคู่กับวีทเบียร์, หรือถ้าลูกค้าชอบเข้มๆ และเคยดื่มคราฟท์เบียร์อยู่แล้ว ก็สามารถที่จะเสนอเพลเอลหรือเบียร์ดำได้ เป็นต้น

ก่อนจากกันในวันนี้อยากฝากไว้ ไปที่ Roast คราใด ถ้าคอแห้ง ลองดูเบียร์ที่ร้านไว้ ก็ไม่เสียหายนะครับ

อธิบายขั้นตอนการทำเบียร์ (ฉบับเข้าใจง่าย)

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในฐานะที่เราเป็นผู้ที่สนใจ (หรือเริ่มต้นสนใจ) ในศาสตร์แห่งคราฟท์เบียร์ คงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยถ้าเราจะรู้ว่า เบียร์ที่เราดื่มกันอยู่นั้น ถูกผลิตขึ้นมาได้อย่างไร พอดีผมมีโอกาสไปเจออนิเมชั่นตัวหนึ่งใน YouTube ที่อธิบายเรื่องนี้พอดี ผมได้ดูแล้วเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ประกอบกับเป็นภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวประกอบเสียงน่ารัก เลยขออนุญาตหยิบยกคลิปนี้มาเล่าให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

ชื่อคลิปชื่อ How to Make Beer, the Animation โดยช่อง Nk Motion นะครับ สำหรับตัวคลิปจะแปะไว้ในด้านท้ายของโพสต์นี้ ในตอนนี้เราไปดูรายละเอียดกันเลยครับ


ขั้นตอนที่ 1 จัดเตรียมวัตถุดิบ (Ingredient)

น้ำ, มอลต์, ฮ็อปส์, ยีสต์ เป็นวัตถุดิบหลัก 4 อย่างในการทำเบียร์

อย่างที่เราทราบกันดีกว่า เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีวัตถุดิบหลัก 4 อย่าง ได้แก่ น้ำ, มอลต์, ฮ็อปส์ และยีสต์ ครับ น้ำเป็นองค์ประกอบหลักของน้ำเบียร์, มอลต์ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำตาลเพื่อใช้ในการสร้างแอลกอฮอลล์ของยีสต์ ส่วนฮ็อปส์นั้นใช้ปรุงให้เบียร์เกิดรสขมรวมถึงกลิ่นหอม ส่วนยีสต์มีหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลในน้ำสกัดมอลต์ให้กลายเป็นแอลกอฮอลล์และคาร์บอนไดอ็อกไซด์ครับ ดังนั้น ขั้นตอนแรกก่อนการทำเบียร์ใดๆก็คือ การจัดเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมนั่นเอง


ขั้นตอนที่ 2 บดมอลต์ (Milling)

บดมอลต์ (Milling)

เนื่องจากเมล็ดมอลต์นั้นมันมีเปลือกหุ้มอยู่ เพื่อให้เราสามารถสกัดน้ำตาลจากมอลต์ได้เราจึงต้องนำเมล็ดมอลต์ไปบดเสียก่อน ขั้นตอนนี้เราเรียกว่า Milling หลังจากที่บดมอลต์เรียบร้อยแล้ว เราจะได้เมล็ดมอลต์ที่บดจนเปลือกแตก (แต่ไม่ป่นเป็นแป้งนะ)


ขั้นตอนที่ 3 สกัดน้ำตาล (Mashing+Lautering)

แมชชิ่ง (Mashing) คือการสกัดน้ำตาลจากมอลต์โดยการแช่น้ำอุ่น

หลังจากได้มอลต์ที่บดแล้ว เราก็จะเริ่มสกัดน้ำตาลออกจากมอลต์กันนะครับ วิธีการสกัดน้ำตาลทำได้โดยการนำมอลต์ที่บดแล้วไปแช่ในน้ำอุ่น ณ อุณหภูมิที่เหมาะสม การนำมอลต์ไปแช่ในน้ำอุ่นเราเรียกกระบวนการนี้ว่า การแมชชิ่ง (Mashing) ครับ

คืออย่างนี้ครับ ปกติแล้วสิ่งที่อยู่ในมอลต์มันคือแป้ง (Starch) เสียส่วนมาก คำว่าแป้งนี่คือ มันเป็นแป้งครับ ไม่ใช่น้ำตาล มันยังไม่มีรสหวานและยีสต์ยังเอาไปใช้ไม่ได้ ดังนั้นเราต้องมีการเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลเสียก่อนโดยการใช้เอ็นไซม์ โชคดีครับที่ตามธรรมชาติ ในมอลต์นั้นมันมีเอ็นไซม์ (Enzyme) ที่จะย่อยแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลได้อยู่แล้ว เพียงแต่เอ็นไซม์เหล่าจะทำงานเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเท่านั้นครับ เราเลยต้องเอามอลต์ไปแช่ในน้ำอุ่นนั่นเอง

หลังจากแช่น้ำอุ่นทิ้งเอาไว้ให้เอ็นไซม์ทำงานเป็นเวลาประมาณ 60 นาที เราก็จะทำการแยกน้ำนี้ลงไปยังหม้ออีกหม้อหนึ่ง ในกระบวนการแยกนี้ เราสามารถใช้น้ำอุ่นอีกส่วนหนึ่งมาทำการชะล้าง (Lautering) น้ำตาลที่ค้างอยู่ในมอลต์บดออกมาได้อีกด้วย การทำเช่นนี้เพื่อให้ได้ผลิตผลิตคุ้มค่ากับวัตถุดิบที่ใช้ไปให้มากที่สุด

ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนี้เราจะได้ น้ำหวานๆที่มีสีตามมอลต์ที่ใช้ ออกมาครับ น้ำหวานนี้เราเรียกว่า น้ำเวิร์ท (Wort) ซึ่งมีน้ำตาลพร้อมที่จะเป็นอาหารให้ยีสต์ใช้ในการผลิตแอลกอฮอลล์ต่อไป


ขั้นตอนที่ 4 ต้มและเคี่ยว (Boiling)

เราใส่ฮ็อปส์เพื่อปรุงรสเบียร์ในขั้นตอนนี้

หลังจากที่เราได้น้ำเวิร์ทหวานๆมาแล้ว ในขั้นตอนต่อไปคือการต้มครับ เอาจริงๆแล้วผมว่ามันคือการต้ม+เคี่ยวมากกว่า การต้มช่วยในการฆ่าเชื้อโรค/แบคทีเรียต่างๆให้หายไปจากน้ำเวิร์ท ส่วนการต้มต่อไปหลังจากเดือดแล้ว (อันนี้เรียกว่าเคี่ยว) ช่วยไล่น้ำบางส่วนออกไปทำให้เราได้น้ำเวิร์ทที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลสูงขึ้น ยิ่งน้ำตาลมีความเข้มข้นมากขึ้น ก็จะทำให้เราได้เบียร์ที่มีความเข้มของแอลกอฮอลล์สูงขึ้นตาม

วัตถุประสงค์อีกอย่างหนึ่งของขั้นตอนนี้คือ การปรุงรสขมโดยใช้ฮ็อปส์ครับ ฮ็อปส์จะถูกใส่ลงไปในหม้อต้มตามระยะเวลาที่กำหนด ความร้อนจากการต้มจะช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของกรดที่มีอยู่ในฮ็อปส์ แล้วก่อให้เกิดเป็นสารที่มีรสขมครับ ความขมในเบียร์มาจากสารตัวนี้แหล่ะ อย่างว่านะครับ ปกติแล้วน้ำหวานจากมอลต์นั้นมีรสหวานมาก เลยจำเป็นที่จะต้องมีรสขมมาถ่วงดุลย์เพื่อให้เกิดความบาลานซ์

ขั้นตอนการต้มและเคี่ยวนี้ใช้เวลาประมาณ 60 นาที นับจากที่น้ำเวิร์ทเดือดครับ


ขึ้นตอนที่ 5 แช่เย็นแล้วเอาไปหมัก (Cooling and Fermenting)

หลังจากที่เราต้มน้ำเวิร์ทและปรุงรสแต่งกลิ่นด้วยฮ็อปส์เรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมที่จะเอาน้ำนี้ไปหมักแล้วครับ แต่ช้าก่อน ถ้าหากว่าเราโยนยีสต์ลงไปในน้ำร้อนที่เพิ่งต้มเสร็จอย่างนี้ รับรองว่ายีสต์คงต้องตายก่อนที่จะได้สร้างแอลกอฮอลล์ก็เป็นแน่ ดังนั้น ก่อนที่จะนำน้ำนี้ไปหมัก เลยจะต้องทำให้น้ำนี้เย็นเสียก่อน กระบวนการทำความเย็นนี้เรียกกว่า Cooling ครับ

ยีสต์จะกินน้ำตาลเพื่อผลิตแอลกอฮอลล์และ CO2

หลังจากที่น้ำเบียร์เย็นแล้ว เราก็จะถ่ายน้ำเวิร์ทลงในถังสำหรับหมักครับ ขั้นตอนหลังจากนี้คือจำเป็นต้องการความสะอาดมากๆ ไม่อย่างนั้นเบียร์อาจจะติดเชื้อได้ เมื่อน้ำเวิร์ทอยู่ในถังหมักเรียบร้อยแล้ว เราก็จะใส่ยีสต์ลงไป แล้วก็ปิดตัวแอร์ล็อก (Air Lock) ครับ ตัวแอร์ล็อกจะว่าไปมันคือวาวล์ชนิดไหลทางเดียว (One-Way Valve) นั่นเอง เนื่องจากในระหว่างที่ยีสต์ทำการหมักนั้น ภายในถังนอกจากจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอลล์แล้ว มันยังเกิดก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งก๊าซนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการระบายออกจากถัง ไม่เช่นนั้นถังอาจจะระเบิดได้ เลยเป็นที่มาของเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้แหล่ะครับ เปิดให้ก๊าซภายในถังออกมาได้ แต่กันไม่ให้อากาศนอกถังไหลเข้าไป

เพื่อให้ยีสต์ทำงานได้อย่างดีและเหมาะสม เราจะคุมอุณหภูมิเอาไว้ที่ประมาณ 20-22 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาประมาณ 7-10 วัน ครับ


ขั้นตอนที่ 6 ทำซ่าในขวด (Bottle Conditioning)

หลังจากหมักเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะได้น้ำเบียร์ที่ยังไม่มีความซ่าอยู่ในนั้นครับ ทำไมหน่ะหรือ ? ก็เพราะว่า ความซ่ามันเกิดจากการที่ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มันละลายอยู่ในน้ำเบียร์นั่นเอง ซึ่งการที่จะทำให้ CO2 มันละลายอยู่ในน้ำเบียร์แล้วเกิดเป็นความซ่าได้ มันต้องการสองอย่างครับคือ ความเย็น และแรงดันในสภาวะปิด เพื่อให้ CO2 มันไม่ระเหยออกมาจากของเหลว

แล้วเราจะไปเอา CO2 มาจากไหนหล่ะ ? คำตอบคือ ก็มาจากการหมักยังไงหล่ะครับ ในขั้นตอนนี้เราจะมีการเติมน้ำตาลลงไปอีกหน่อยหนึ่งเพื่อให้ยีสต์ไปกินต่อในขวด น้ำตาลที่เติมลงไปนั้นเรียกว่า Priming Sugar ครับ คราวนี้พอยีสต์ไปกินน้ำตาลต่อในขวดที่ถูกปิดสนิท CO2 ที่เกิดขึ้นก็จะไม่ออกไปไหน ก็จะยังคงอยู่ในขวดและละลายลงไปในน้ำเบียร์ก่อให้เกิดเป็นความซ่านั่นเองครับ

เอาหล่ะครับ งั้นเราใส่น้ำตาลแล้วถ่ายลงขวด ปิดฝาก แล้วเอาไปบ่มต่ออีกนิดนึงละกัน


ขั้นตอนที่ 7 เสร็จแล้ว เปิดดื่มได้เลย

เสร็จแล้วครับ เบียร์ของเรา หยิบมันออกมาจากตู้เย็น เปิดขวด เทลงแล้ว แล้วซดให้ชื่นใจกันได้เลยครับ


เห็นมั๊ยหล่ะครับว่า ขั้นตอนการทำเบียร์นั้นมันไม่ได้ยาก แต่เอาจริงๆ รายละเอียดปลีกย่อยมันก็มากกว่านี้แหล่ะ เพียงแต่พอเราย่อยวิธีการออกมาแล้วนำเสนอในรูปแบบการ์ตูนเคลื่อนไหว มันก็จะดูง่าย จำได้ง่าย และเอาไว้เล่าให้เพื่อนให้ฝูงในวงสนทนาฟังได้อีกด้วยครับ

ก่อนจากกันขออนุญาตแปะภาพรวมของขั้นตอนทั้งหมดไว้ ณ ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

รูปสรุปขั้นตอนการทำเบียร์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงบรรจุขวด

ส่วนท่านใดที่สนใจอยากชมคลิปฉบับเต็ม ก็สามารถคลิกดูได้ที่ท้ายโพสต์นะครับ

อ่านแล้วถ้าคิดว่าดี ดูแล้วชอบ ดูแล้วใช่ สามารถสนับสนุนและให้กำลังใจผู้เขียนโดยการกดไลค์ กดแชร์กันได้นะครับ… ^-^

บ.เบียร์ยักษ์ใหญ่ปรับตัวอย่างไรในช่วงขาลง

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน พอดีวันนี้มีโอกาสไปเจอคลิปหนึ่งของ CBS This Morning มา จั่วหัวได้น่าสนใจ เลยขออนุญาตเอามาฝากกันนะครับ

ยอดขายของเบียร์ลาเกอร์แบบดั้งเดิมตกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 5 ปี

คลิปนี้ชื่อว่า How top brewers are responding to decreasing beer sales แปลได้ใจความว่า บ.เบียร์ยักษ์ใหญ่ปรับตัวอย่างไรในช่วงขาลง

หลังจากทางผู้ประกาศได้กล่าวเปิดเรียบร้อยก็เข้าสู่ส่วนของสกู้ป ต้นคลิปเปิดตัวได้น่าสนใจมากครับ เป็นการเอาโฆษณา Bud Light ของการแข่ง Super Bowl ครั้งที่ 54 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ขึ้นมาแสดง ในโฆษณานี้เป็นโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้าที่ชื่อว่า Bud Light :: Seltzer Mango ครับ

เมื่อ Bud Light ไม่ได้มีแค่เบียร์อีกต่อไป

เหตุผลที่สกู้ปนี้ยกเอาโฆษณาตัวนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า วันแข่ง Super Bowl นั้น เป็น 1 ใน 7 วันที่มียอดบริโภคเบียร์สูงที่สุดของอเมริกา หากแต่ว่า ยอดจำหน่ายเบียร์ลาเกอร์แบบดั้งเดิม (Traditional Lager) นั้น ตกมา 5 ปีต่อเนื่องแล้วครับ และจากการที่ยอดขายตกลงอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้แม้กระทั่งบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ก็ต้องปรับตัว โดยหาทางผลิตสินค้าทางเลือกอื่นมาทดแทนนั่นเอง

ศึก Super Bowl เป็น 1 ใน 7 วันยอดบริโภคเบียร์สูงสุดของอเมริกันชน

สกู้ปของรายการนี้ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์บริษัท Molson Coors ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนจาก Molson Coors Brewing Company ไปเป็น Molson Coors Beverage Company เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตรงนี้ในมุมของผมมองว่า เป็นการ Re-Position บริษัทตัวเองใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นได้ปรับเปลี่ยนการรับรู้ จากเดิมที่คิดว่า Coors นั้นทำแต่เบียร์ ให้ได้ทราบว่า Coors พร้อมที่จะทำเครื่องดื่มหลากหลายประเภทขึ้นแล้ว

โรงงาน Coors นั้นใหญ่มากครับ เครื่องจักรทำงานกัน 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่ออาทิตย์ กำลังการผลิตอยู่ที่ชั่วโมงละ 25,000 ลัง ถึงแม้ว่ากำลังการผลิตจะเยอะอย่างไรก็ตาม แต่จากข้อมูลของบริษัท NIELSEN ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดระดับโลกบอกว่า การบริโภคเบียร์คลาสสิคในปีที่แล้วลดลงถึง 4.2%

ไลน์การผลิตที่เดินเครื่อง 24/7 และผลิตได้ชั่วโมงละ 25,000 ลัง

คุณ Danielle Kosmal ซึ่งดูในส่วน Beverage Alcohol Practice ของ NIELSEN ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลที่ยอดขายตกน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักได้แก่ 1.ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และ 2.ผู้บริโภคเบื่อรสชาติแบบเดิมและต้องการแสวงหารสชาติและประสบการณ์ใหม่มากขึ้น จากเหตุผลทั้งสองข้อนี้เองทำให้ ตลาดคราฟท์เบียร์จากโรงเบียร์เล็กๆในอเมริกานั้นโตขึ้น และตลาดของเครื่องดื่มทางเลือกก็โตขึ้นตาม

คุณ Danielle Kosmal จาก NIELSEN

ทางผู้บรรยายได้บอกว่า นี่เป็นเหตุผลให้บริษัทใหญ่ต้องปรับตัว โดยพึ่งพายอดขายของเบียร์ลาเกอร์แบบเดิมๆให้น้อยลง และปรับตัวเองให้สามารถผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้มากขึ้น

จากการที่ตลาดกำลังจะเปลี่ยนในครั้งนี้ทำให้ทางบริษัทจำเป็นต้องผลิตสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ค็อกเทลกระป๋อง, Seltzer หรือแม้กระทั่ง “กาแฟเมา” (Hard Coffee, อันนี้แปลเอง)

จากรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้บริษัทเบียร์ต้องผลิตเครื่องดื่มทางเลือกมากขึ้น

ลองมามองที่บาร์ในอเมริกากันบ้างครับ บาร์ต่างๆในอเมริกาเห็นเทรนด์นี้มาก่อนใคร จากการสัมภาษณ์คุณ Aimee Valdez แห่งร้าน Miners Saloon เธอบอกว่า เธอเห็นว่าตอนนี้ลูกค้าที่มาร้านของเธอชอบที่จะลองเบียร์แปลกๆใหม่ๆมากขึ้น รวมถึงเครื่องดื่มประเภทอื่นๆเช่น Seltzer เป็นต้น จากการที่มีลูกค้าหลายคนเริ่มถามหาทำให้เธอเริ่มลงสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น

คุณ Aimee Valdez เจ้าของ Miners Saloon

ผู้บรรยายยังบอกอีกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่สังเกตุเห็นคือ ถ้าเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างมีอายุก็มักจะเลือกดื่มเบียร์ที่รสชาติคลาสสิค แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างวัยรุ่น ก็มักจะเลือกลองสินค้าหลากหลายแบบเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่

จากเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำให้บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้า เริ่มผลิตสินค้าอื่นๆนอกจากเบียร์ขึ้นมาก ยกตัวอย่างเช่น Bud Light มี Seltzer, ไฮเนเก้นมี Non Alc 0.0% PBR ที่ทำ Hard Coffee หรือแม้กระทั่ง Coors ก็ยังต้องทำ Kombucha (ชาหมัก) ขึ้นมา

โรงเบียร์เริ่มทำสินค้าที่ไม่ใช่เบียร์มากขึ้น เพื่อตอบสนองเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงของตลาด

จากการสัมภาษณ์คุณ Adam Collins แห่ง Molson Coors Beverage Company เขาบอกว่า ทาง Coors ลงทุนในการปรับเปลี่ยนนี้ไปเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตสิ่งที่สำคัญของโรงงานนี้คือการที่สามารถผลิตเครื่องดื่มที่หลากหลายประเภท และปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

คุณ Adam Collins แห่ง Molson Coors Beverage Company

สรุปคลิปคร่าวๆก็ประมาณนี้นะครับ

หลังจากดูคลิปจบแล้ว ในความคิดเห็นของผม ผมว่าทิศทางของเครื่องดื่มในประเทศไทย ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่อเมริกาเหมือนกัน คือ ความนิยมของเบียร์คลาสสิคจะค่อยๆลดลงไป ผู้บริโภคจะมีทางเลือกมากขึ้น เลือกดื่มสิ่งที่หลากหลาย และเพื่อเปิดประสบการณ์มากขึ้น เพียงแต่ว่า เทรนด์นี้น่าจะอีกสักพักนึงกว่าจะ “ระเบิด” ขึ้นที่นี่

การเกิดขึ้นของคราฟท์เบียร์ไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งในเทรนด์นี้

แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ มีความคิดเห็นประการใด ? ส่งข้อความมาคุยกันนะครับ… ^-^

สำหรับท่านใดอยากดูคลิปต้นฉบับ สามารถดูได้ที่นี่เลยครับ