มาหัดชิมเบียร์กันเถอะ

“พี่บอยคะ หนูได้เบียร์ใหม่มา 2 ขวด แช่อยู่ในตู้เย็น ไปเอามาชิมกันมั๊ยคะ… ?” ยังไม่ทันที่ผมจะตอบตกลง สาวน้อยคนนั้นก็เดินไปที่ตู้เย็น แล้วก็หยิบเบียร์มา 2 ขวดพร้อมกับที่เปิดขวด พอเธอเดินมาถึงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ เธอก็จัดการเปิดขวดเบียร์ทั้งสองนั้น ยื่นขวดหนึ่งให้ผม และอีกขวดหนึ่งเธอก็กระดกเข้าปากแล้วซดดัง อึกๆๆๆๆ…

“อร่อยจังเลยค่ะ พี่บอยขา…” เธอบอกหลังจากซดเบียร์เข้าไปอึกใหญ่

เอิ่มมมม… คุณน้องขา อันนี้เขาเรียกกระดกเบียร์ค่ะ ไม่ใช่ชิมเบียร์ป่ะคะ


ที่เล่าเรื่องนี้ให้ทุกท่านฟังเพราะต้องการจะบอกว่า การดื่มเบียร์ กับการชิมเบียร์ มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันครับ   การดื่มเบียร์เป็นเรื่องของการบริโภค แต่การชิมเบียร์ส่วนใหญ่เราชิมเพราะมีวัตถุประสงค์ แล้วแต่ว่าคนชิมจะมีวัตถุประสงค์อะไร ยกตัวอย่างเช่น บรูวมาสเตอร์ ชิมเบียร์เพื่อตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือ เจ้าของร้าน ต้องชิมเบียร์ให้รู้รสชาติ เพื่อจะได้สื่อสารกับลูกค้าได้อย่างถูกต้อง   แต่สำหรับเราๆท่านๆซึ่งเป็นผู้บริโภคแล้ว เราสามารถชิมเบียร์เพื่อพิจารณาและเพลิดเพลินกับรายละเอียดของเบียร์ได้ครับ 

แล้วเวลาชิมเบียร์ เราต้องดูอะไรบ้างหล่ะ ?

เวลาที่เราจะศึกษาอะไรสักอย่างหนึ่งให้เข้าใจ วิธีการที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือการรื้อครับ   ถอดมันออกมาเป็นส่วนๆ แล้วพิจารณาทีละส่วนให้ชัด ก่อนที่จะมาพิจารณาภาพรวมทีหลังอีกครั้งหนึ่ง ตารางด้านล่างคือองค์ประกอบที่เราจะพิจารณากันในการชิมนะครับ 

ประสาทสัมผัสองค์ประกอบความหมาย
ตาColorสีของเบียร์ มาจากมอลต์ที่ใช้ มีหน่วยวัดมาตรฐานเรียกว่า SRM
ตาHeadฟองเบียร์ เกิดจากโปรตีนในน้ำเบียร์ที่เกาะกันเป็นโครงสร้างกัก CO2 เอาไว้
ตาClarity/Hazeความใส/ขุ่นของเบียร์
จมูกAromaกลิ่นที่เราได้ตอนดมก่อนดื่ม เกิดจากมอลต์ ฮ็อปส์ และยีสต์ 
ลิ้นTasteรส หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และ อูมามิ
ปากBodyความบาง/หนาของเบียร์ ลองนึกภาพน้ำเปล่ากับนมเวลาอยู่ในปาก
ปากCarbonationความซ่า หมายถึง ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในน้ำเบียร์
ปากMouthfeelสัมผัสเมื่อเบียร์อยู่ในปาก
ปากRetronasal Smellกลิ่นที่เกิดหลังจากที่กลืนเบียร์เข้าไปแล้ว หายใจออก มีส่วนในการสร้าง Flavor
ปากAftertasteรสชาติที่ทิ้งไว้หลังจากที่เบียร์ถูกกลืนลงคอไปแล้ว
ปากFlavorเฟลเวอร์ เกิดจาก Taste + กลิ่น

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า มีองค์ประกอบใดที่เราจะต้องพิจารณาบ้าง ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการชิมแล้วครับ ไปดูกันเลยว่าขั้นตอนการชิมเบียร์จะต้องทำอย่างไรบ้าง   สำหรับขั้นตอนการชิมเบียร์ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ จะอ้างอิงจากคลิปชื่อ How to Taste Beer – Train Your Palate w/ Cicerone Chris Quinn of The Beer Temple – Brew Review Crew นะครับ จะเป็นการชิมแบบ Casual Tasting ซึ่งหมายถึง การชิมแบบชิลล์ๆ ไม่เป็นทางการ สำหรับคลิปตัวเต็มทางเราแปะให้ท้ายบทความครับ

เกริ่นมาจนได้เวลาอันสมควรแล้ว เราไปดูขั้นตอนการชิมเบียร์กันดีกว่าครับ


ขั้นตอนที่ 1 เตรียมของให้พร้อม

เตรียมเบียร์ที่แช่เย็นแล้ว และแก้วสำหรับชิมให้พร้อม

ก่อนที่เราจะชิมกันนะครับ เตรียมของให้พร้อมก่อนดีกว่า สิ่งที่จำเป็นต้องมีนะครับคือ เบียร์ กับแก้ว ครับ เบียร์ต้องได้รับการแช่เย็นเอาไว้ก่อนที่จะนำมาชิม ส่วนแก้วอย่าแช่ตู้เย็นนะครับ แก้วที่ชิมถ้าเป็นไปได้เราสามารถใช้แก้วไวน์ขาวได้ หรือถ้าหากว่าไม่ได้ ก็ใช้แก้วพลาสติกก็ได้ครับ หรือถ้าหากว่าไม่ได้จริงๆ ก็ใช้แก้วอะไรก็ได้ตามสะดวกก็แล้วกัน

กระดาษ ปากกา หรือ แบบฟอร์มบันทึก (Beer Tasting Sheet) ถ้าจัดเตรียมเอาไว้ก็ดี แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับการชิมแบบ Casual Tasting ครับ   ถ้าหากว่ามีการชิมหลายตัว เตรียมน้ำดื่มสำหรับล้างแก้ว ล้างปากเอาไว้ด้วยก็ดี


ขั้นตอนที่ 2 เทเบียร์ลงในแก้วชิมครับ

เทเบียร์ให้มีฟอง และเทไว้ประมาณ 1/3

เวลาเทเบียร์เพื่อชิม เรามักจะไม่เทจนเบียร์เต็มแก้วนะครับ ส่วนใหญ่เราจะเทเอาไว้แค่ 1 ใน 3 ของแก้ว เพื่อให้แก้วมีพื้นที่ว่าง กักกลิ่นที่ระเหยออกมาเพื่อให้เราดมได้ง่ายเอาไว้   อีกอย่างการเทเบียร์เพียงแค่ 1 ใน 3 ของแก้วยังทำให้เราสามารถ Swirl แก้วได้ง่ายอีกด้วย

เวลาเทเบียร์ เราต้องพยายามเทให้มีฟองนะครับ   และในกรณีที่มีการชิมหลายคนและจำเป็นต้องเทแบ่งเบียร์ออกไปหลายๆแล้ว ถ้าหากว่าเป็นเบียร์ที่มีตะกอน หรือไม่ผ่านการกรอง เราควรที่จะค่อยๆเทแบ่งทีละแก้ววนไปครับ เพื่อให้แต่ละแก้วได้ทุกส่วนของขวดอย่างทั่วถึง ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปัญหาว่า คนที่แบ่งไปคนแรกได้น้ำเบียร์จากส่วนหัวของขวดซึ่งอาจจะใส ในขณะที่คนสุดท้ายได้เบียร์จากส่วนล่างของขวดซึ่งมีตะกอนยีสต์อยู่ และรสชาติเข้มกว่า


ขั้นตอนที่ 3 แทะโลมด้วยสายตา

เริ่มต้นจากการดู

คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนการชิมเบียร์แล้วครับ แต่ช้าก่อน เรายังไม่ให้ท่านเทเบียร์เข้าปาก   เราจะต้องแทะโลมมันด้วยสายตาก่อนครับ ยกแก้วขึ้นมาดูพิจารณาถึงความเป็นไปของเบียร์ที่อยู่ในแก้วว่า สีของเบียร์เป็นอย่างไรบ้าง ? ฟองของเบียร์หนาหรือบาง ? ฟองของเบียร์นั้นเนียนหรือไม่ ? เบียร์ใสหรือมีความขุ่น ? มีตะกอนของสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในบ้างมั๊ย ? ลองส่องกับแสงไฟดูพรายฟองที่ผุดขึ้นภายในแก้ว ? ถ้าจำไม่ได้ให้ไล่ตามตารางที่ให้ไว้ข้างบนครับ 

มนุษย์เรานอกจากจะเสพความอร่อยด้วยปากและลิ้นแล้ว เรายังเสพด้วยตาอีกด้วยนะครับ   รูปลักษณ์ของสิ่งที่เราจะกินส่งผลต่อประสบการณ์ที่เรียกว่าความอร่อยของเราด้วยเหมือนกัน มันเหมือนเวลาเราไปทานอาหารในภัตตาคารหรูไงหล่ะครับ ที่เชฟจะต้องตกแต่งจานออกมาให้ดูดี น่าดึงดูด น่ารับประทาน


ขั้นตอนที่ 4 สัมผัสกลิ่นด้วยจมูก

ต่อด้วยการดม

หลังจากแทะโลมเบียร์ในแก้วด้วยสายตาจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ขั้นต่อไปให้ลองดมดูครับ เพื่อซาบซึ้งและเสพประสบการณ์จาก Aroma ของเบียร์   เบียร์มีกลิ่นหลายๆแบบนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เบียร์สไตล์เยอรมันไวเซ่นหลายๆตัว ให้กลิ่นหอมคล้ายกล้วย ในขณะที่เบียร์ IPA สไตล์อเมริกันที่ใช้ฮ็อปส์หนักๆ ก็มักจะมีกลิ่นฮ็อปส์ที่ฟรุ้งฟริ้งมาให้เราได้กลิ่นด้วยเหมือนกัน ลองยกแก้วเบียร์ขึ้นมาแล้วดมดูว่า เราได้กลิ่นอะไรบ้าง

เวลาที่เราดม ในตำราเขาบอกว่าให้ลองดมหลายๆวิธีครับ ยกตัวอย่างเช่น ดมแบบสูดสั้นๆ (คล้ายสุนัขเวลาดมกลิ่น) ดมแบบปิดปาก/เปิดปาก (อันนี้นึกว่าตำราเขียนเล่นๆ แต่มันได้กลิ่นต่างไปจริงๆ) 

และถ้าอยากให้เบียร์คลายกลิ่นออกมาให้มากขึ้น ให้ Swirl แล้วครับ การ Swirl คือการแกว่งแก้วเพื่อให้เบียร์มันเกิดการเคลื่อนไหวและอนุภาคของกลิ่นจะได้ฟุ้งออกมามากขึ้น 

คราวนี้พอจมูกเราได้กลิ่นแล้ว เราอาจจะบอกไม่ได้ว่ากลิ่นอะไร ให้ลองบรรยายโดยใช้ศัพท์เฉพาะตัวของเราก่อนครับ   ผมเคยดูคลิปใน YouTube คลิปหนึ่ง ซึ่งสัมภาษณ์ Chris Quinn ผู้ซึ่งเป็น Cicerone ครับ เขาให้เทคนิคว่า ลองบรรยายด้วยกลิ่นกว้างๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉันได้กลิ่นออกผลไม้ เป็นต้น จากนั้นค่อยถามตัวเองให้ชัดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คล้ายผลไม้อะไร เป็นต้น   ตรงนี้ไม่ต้องกังวลนะครับว่าจะบอกผิด บอกถูก ความไวในการรับกลิ่นของแต่ละคนไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติครับ


ขั้นตอนที่ 5 ชิมรสด้วยปากและลิ้น

และก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยนั่นก็คือ “การใส่ของเหลวเข้าปาก” นั่นเองครับ   สาเหตุที่ผมไม่ใช่คำว่าดื่ม ณ จุดนี้ก็เพราะว่า ในขั้นตอนแรก เราจะจิบเบียร์เข้าไปเล็กน้อย แล้ว “วนเบียร์” ให้ทั่วปากเสียก่อน เพื่อรับรู้รสชาติและปฎิกิริยาเวลาที่เบียร์อยู่ในปากเรา เราจะได้รับรสได้ทั่วปาก ในขั้นตอนนี้เราพอที่จะบอกรสชาติของเบียร์ตัวนี้คร่าวๆได้แล้วครับว่ามีรส (Taste) อะไรบ้าง   คำว่า Taste หมายถึง รส หวาน เปรี้ยว เค็ม ขม นะครับ จากนั้นพอเราหายในออกอีกทีหนึ่ง เราก็จะได้กลิ่นของเบียร์อีกครั้งหนึ่ง กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่เรียกว่า Retronasal smell หมายถึง กลิ่นที่ตีขั้นมาด้านหลังลำคอไปสัมผัสกับส่วนรับกลิ่นในโพรงจมูกครับ กลิ่นในส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้เรารับรู้ Flavor ของเบียร์นั้น

หลังจากที่จิบแรกเข้าไปแล้ว คราวนี้ลองดื่มดู สังเกตุความหนาของของเหลวที่อยู่ภายในปาก สังเกตุความซ่า ความกัดลิ้นมั๊ยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ?

และหลังจากที่กลืนลงไปแล้วสักพัก มันทิ้งรสชาติอะไรไว้ในปากหรือไม่ ? รสชาติตรงนี้เราเรียกมันว่า อาฟเตอร์เทสท์ (Aftertaste)


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับขั้นตอนการชิมเบียร์ง่ายๆ 5 ขั้นตอน ไม่ยากเลยใช่มั๊ยครับ ? เพียงแค่ลองทำตามทีละขั้นตอน เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆที่กำลังอ่านอยู่ ก็สามารถที่จะเพลิดเพลินกับคราฟท์เบียร์ได้อย่างง่ายๆแล้ว ถ้าหากว่าอ่านแล้วยังงงอยู่ ผมมีคลิป YouTube ที่ Chris Quinn สอนเรื่องการชิมเบียร์อย่างง่ายๆ มาฝากด้านล่างครับ ทุกท่านสามารถคลิกดูเพื่อประกอบความเข้าใจได้

Chris Quinn สอนวิธีการชิมเบียร์อย่างง่าย

ครั้งต่อไป ถ้าท่านผู้อ่านได้ลองดื่มเบียร์ ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ แล้วเขียนมาบอกเล่ากันบ้างนะครับ

อยากฟัง

บ.เบียร์ยักษ์ใหญ่ปรับตัวอย่างไรในช่วงขาลง

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน พอดีวันนี้มีโอกาสไปเจอคลิปหนึ่งของ CBS This Morning มา จั่วหัวได้น่าสนใจ เลยขออนุญาตเอามาฝากกันนะครับ

ยอดขายของเบียร์ลาเกอร์แบบดั้งเดิมตกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 5 ปี

คลิปนี้ชื่อว่า How top brewers are responding to decreasing beer sales แปลได้ใจความว่า บ.เบียร์ยักษ์ใหญ่ปรับตัวอย่างไรในช่วงขาลง

หลังจากทางผู้ประกาศได้กล่าวเปิดเรียบร้อยก็เข้าสู่ส่วนของสกู้ป ต้นคลิปเปิดตัวได้น่าสนใจมากครับ เป็นการเอาโฆษณา Bud Light ของการแข่ง Super Bowl ครั้งที่ 54 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ขึ้นมาแสดง ในโฆษณานี้เป็นโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้าที่ชื่อว่า Bud Light :: Seltzer Mango ครับ

เมื่อ Bud Light ไม่ได้มีแค่เบียร์อีกต่อไป

เหตุผลที่สกู้ปนี้ยกเอาโฆษณาตัวนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า วันแข่ง Super Bowl นั้น เป็น 1 ใน 7 วันที่มียอดบริโภคเบียร์สูงที่สุดของอเมริกา หากแต่ว่า ยอดจำหน่ายเบียร์ลาเกอร์แบบดั้งเดิม (Traditional Lager) นั้น ตกมา 5 ปีต่อเนื่องแล้วครับ และจากการที่ยอดขายตกลงอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้แม้กระทั่งบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ก็ต้องปรับตัว โดยหาทางผลิตสินค้าทางเลือกอื่นมาทดแทนนั่นเอง

ศึก Super Bowl เป็น 1 ใน 7 วันยอดบริโภคเบียร์สูงสุดของอเมริกันชน

สกู้ปของรายการนี้ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์บริษัท Molson Coors ซึ่งตอนนี้ได้เปลี่ยนจาก Molson Coors Brewing Company ไปเป็น Molson Coors Beverage Company เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตรงนี้ในมุมของผมมองว่า เป็นการ Re-Position บริษัทตัวเองใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นได้ปรับเปลี่ยนการรับรู้ จากเดิมที่คิดว่า Coors นั้นทำแต่เบียร์ ให้ได้ทราบว่า Coors พร้อมที่จะทำเครื่องดื่มหลากหลายประเภทขึ้นแล้ว

โรงงาน Coors นั้นใหญ่มากครับ เครื่องจักรทำงานกัน 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่ออาทิตย์ กำลังการผลิตอยู่ที่ชั่วโมงละ 25,000 ลัง ถึงแม้ว่ากำลังการผลิตจะเยอะอย่างไรก็ตาม แต่จากข้อมูลของบริษัท NIELSEN ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดระดับโลกบอกว่า การบริโภคเบียร์คลาสสิคในปีที่แล้วลดลงถึง 4.2%

ไลน์การผลิตที่เดินเครื่อง 24/7 และผลิตได้ชั่วโมงละ 25,000 ลัง

คุณ Danielle Kosmal ซึ่งดูในส่วน Beverage Alcohol Practice ของ NIELSEN ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลที่ยอดขายตกน่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักได้แก่ 1.ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และ 2.ผู้บริโภคเบื่อรสชาติแบบเดิมและต้องการแสวงหารสชาติและประสบการณ์ใหม่มากขึ้น จากเหตุผลทั้งสองข้อนี้เองทำให้ ตลาดคราฟท์เบียร์จากโรงเบียร์เล็กๆในอเมริกานั้นโตขึ้น และตลาดของเครื่องดื่มทางเลือกก็โตขึ้นตาม

คุณ Danielle Kosmal จาก NIELSEN

ทางผู้บรรยายได้บอกว่า นี่เป็นเหตุผลให้บริษัทใหญ่ต้องปรับตัว โดยพึ่งพายอดขายของเบียร์ลาเกอร์แบบเดิมๆให้น้อยลง และปรับตัวเองให้สามารถผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้มากขึ้น

จากการที่ตลาดกำลังจะเปลี่ยนในครั้งนี้ทำให้ทางบริษัทจำเป็นต้องผลิตสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ค็อกเทลกระป๋อง, Seltzer หรือแม้กระทั่ง “กาแฟเมา” (Hard Coffee, อันนี้แปลเอง)

จากรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้บริษัทเบียร์ต้องผลิตเครื่องดื่มทางเลือกมากขึ้น

ลองมามองที่บาร์ในอเมริกากันบ้างครับ บาร์ต่างๆในอเมริกาเห็นเทรนด์นี้มาก่อนใคร จากการสัมภาษณ์คุณ Aimee Valdez แห่งร้าน Miners Saloon เธอบอกว่า เธอเห็นว่าตอนนี้ลูกค้าที่มาร้านของเธอชอบที่จะลองเบียร์แปลกๆใหม่ๆมากขึ้น รวมถึงเครื่องดื่มประเภทอื่นๆเช่น Seltzer เป็นต้น จากการที่มีลูกค้าหลายคนเริ่มถามหาทำให้เธอเริ่มลงสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น

คุณ Aimee Valdez เจ้าของ Miners Saloon

ผู้บรรยายยังบอกอีกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่สังเกตุเห็นคือ ถ้าเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างมีอายุก็มักจะเลือกดื่มเบียร์ที่รสชาติคลาสสิค แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่ค่อนข้างวัยรุ่น ก็มักจะเลือกลองสินค้าหลากหลายแบบเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่

จากเทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำให้บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้า เริ่มผลิตสินค้าอื่นๆนอกจากเบียร์ขึ้นมาก ยกตัวอย่างเช่น Bud Light มี Seltzer, ไฮเนเก้นมี Non Alc 0.0% PBR ที่ทำ Hard Coffee หรือแม้กระทั่ง Coors ก็ยังต้องทำ Kombucha (ชาหมัก) ขึ้นมา

โรงเบียร์เริ่มทำสินค้าที่ไม่ใช่เบียร์มากขึ้น เพื่อตอบสนองเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงของตลาด

จากการสัมภาษณ์คุณ Adam Collins แห่ง Molson Coors Beverage Company เขาบอกว่า ทาง Coors ลงทุนในการปรับเปลี่ยนนี้ไปเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตสิ่งที่สำคัญของโรงงานนี้คือการที่สามารถผลิตเครื่องดื่มที่หลากหลายประเภท และปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

คุณ Adam Collins แห่ง Molson Coors Beverage Company

สรุปคลิปคร่าวๆก็ประมาณนี้นะครับ

หลังจากดูคลิปจบแล้ว ในความคิดเห็นของผม ผมว่าทิศทางของเครื่องดื่มในประเทศไทย ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่อเมริกาเหมือนกัน คือ ความนิยมของเบียร์คลาสสิคจะค่อยๆลดลงไป ผู้บริโภคจะมีทางเลือกมากขึ้น เลือกดื่มสิ่งที่หลากหลาย และเพื่อเปิดประสบการณ์มากขึ้น เพียงแต่ว่า เทรนด์นี้น่าจะอีกสักพักนึงกว่าจะ “ระเบิด” ขึ้นที่นี่

การเกิดขึ้นของคราฟท์เบียร์ไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งในเทรนด์นี้

แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ มีความคิดเห็นประการใด ? ส่งข้อความมาคุยกันนะครับ… ^-^

สำหรับท่านใดอยากดูคลิปต้นฉบับ สามารถดูได้ที่นี่เลยครับ