วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการทำเบียร์คือ มอลต์, ฮอปส์, ยีสต์ และน้ำ

ท่องไว้เลยนะครับ จำ 4 ตัวนี้ได้ เข้าใจเบียร์ได้ทุกตัว

บอย ยัมมี่

ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ความสนุกของคราฟท์เบียร์อีกอย่างหนึ่งคือ การที่เราดื่มเบียร์หนึ่งตัวแล้วเราเข้าใจถึงสิ่งที่นักปรุงเบียร์ทำมาให้เรากิน มันเหมือนเวลาที่เราไปทานอาหารประเภท Chef Table ที่เชฟจะบรรยายให้เราฟังว่า เขาใช้วัตถุดิบอะไรมาปรุงให้เราทาน ลองนึกดูนะครับว่า ก่อนที่เราจะทานอาหารได้ เชฟจะเล่าให้ฟังว่าเขาเอาวัตถุดิบตัวนี้ ไปผ่านกรรมวิธีอย่างนั้น ด้วยแรงบันดาลใจอย่างนี้ จึงสรุปออกมาเป็นจานที่ยกมาเสริฟ

คราฟท์เบียร์ก็เช่นกันครับ คราฟท์เบียร์เป็นเรื่องของคุณภาพและความสร้างสรรค์ นักปรุงเบียร์คราฟท์มักจะเปิดเผยวัตถุดิบกันครับว่า เบียร์แต่ละตัวที่เขาทำมาให้เราดื่มนั้น ใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง ดังนั้น เพื่อเพิ่มอรรถรสการดื่มคราฟท์เบียร์ของเรา ในวันนี้ผมจึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวของวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการทำเบียร์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ เอาไว้ประกอบการดื่มเพื่อเสริมสุนทรียะนะครับ

แต่ก่อนที่จะไปว่ากันถึงเรื่องวัตถุดิบ ผมอยากโชว์ให้ทุกท่านเห็นก่อนครับว่า หน้าตาของสิ่งที่เรียกว่า สูตรเบียร์ นั้น เป็นอย่างไร

สูตรเบียร์

เบียร์เป็นอาหารชนิดหนึ่งครับ การที่เราจะปรุงอาหารสักอย่างออกมาได้ ก็ต้องมีสูตร ถูกต้องมั๊ยครับ ? สูตรเบียร์ส่วนใหญ่ จะมีหน้าตาประมาณนี้

สูตรเบียร์ชื่อ Star of Citria IPA จาก BeerAndBrewing.com

รูปด้านบนเป็นสูตรเบียร์ที่ชื่อว่า Star of Citria IPA ครับ เป็นเบียร์สไตล์ IPA ที่มีการเติมผิวส้ม และ star anise (โป๊ยกั๊ก) ลงไปเพื่อแต่งกลิ่นของฮ็อปส์ให้มีมิติมากขึ้น ตัวสูตรผมเอามาจากเว็บ BeerAndBrewing.com ครับ

ในสูตรแบ่งออกเป็น 6 ส่วนด้วยกัน โดยส่วนที่ 1 จะเป็นชื่อของสูตรเบียร์พร้อมคำบรรยายสั้นๆให้ได้ทราบว่าเบียร์ตัวนี้เป็นอย่างไร ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของตัวเลขต่างๆที่ใช้ในการกำหนดสเปคของเบียร์ตรงนี้เดี๋ยวผมขออนุญาตยกไปอธิบายไว้ในบทความถัดๆไปนะครับ ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเบียร์นั้นอยู่ในส่วนที่ 3, 4 และ 5 ครับ และปิดท้ายด้วยส่วนที่ 6 คือ ขั้นตอนการทำ

ก่อนที่เราจะไปดูในรายละเอียดนั้น ผมขอให้ทุกท่านท่องเอาไว้ใจนิดนึงครับว่า วัตถุดิบหลักในการทำเบียร์มี 4 ตัวครับ ได้แก่ มอลต์, ฮ็อปส์, ยีสต์ และน้ำ

เมื่อเราเห็นภาพรวมแล้ว เราจะมาดูวัตถุดิบแต่ละตัวในรายละเอียดกันครับ

มอลต์ (Malt)

ในโลกนี้ไม่มีพืชที่ชื่อว่ามอลต์ครับ เพราะคำว่ามอลต์มาจากชื่อกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่า มอลต์ติ้ง (Malting) ซึ่งมันคือการเอาเมล็ดพืชมาเพาะให้รากงอกออกมานิดนึงแล้วเอาไปทำให้แห้งโดยการอบ ดังนั้นกระบวนการมอลต์จึงแบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆคือ ช่วงเพาะงอก กับช่วงทำให้แห้งนั่นเอง

เมล็ดธัญพืชต่างๆ เราสามารถเอามามอลต์ได้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวเจ้า ข้าวโพด ข้าวกล้อง และอื่นๆอีกมากมาย หน้าตาของเมล็ดพืชที่ผ่านการมอลต์แล้วจะเป็นดังรูปด้านล่างครับ มีรากขาวๆงอกมานิดนึง

เครดิตภาพ : Wikimedia.org

ทำไมต้องเอาเมล็ดพืชมามอลต์ก่อน ? เอาเมล็ดเฉยๆไปทำเบียร์เลยได้หรือไม่ ? คำตอบคือ ไม่ได้ครับ เนื่องจากในการทำเบียร์เราต้องการ น้ำตาล เพื่อเอาไปให้ยีสต์เปลี่ยนเป็นแอลกอฮอลล์ครับ การมอลต์มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเมล็ดพืชคือ มันทำให้เกิด เอ็นไซม์ (Enzyme) ตามธรรมชาติที่พร้อมที่จะเปลี่ยนแป้งในข้าวให้กลายเป็นน้ำตาลครับ

ย้ำอีกนิดนึงนะครับ ตอนที่เราเอาเมล็ดพืชมามอลต์ ตรงนี้แป้งยังไม่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลนะครับ มันเพียงแค่มีเอ็นไซม์เกิดขึ้นมาในเมล็ดเท่านั้น ซึ่งเอ็มไซม์นี้มันจะไปช่วยเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาลในขั้นตอนการทำเบียร์ที่ชื่อว่า แมชชิ่ง (Mashing) ครับ

ขออธิบายอย่างนี้นะครับ ปกติแล้วสารอาหารที่อยู่ภายในเมล็ดนั้นเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทแป้ง (Starch) ครับ ถ้าลองชิมดูจะพบว่ามันไม่หวาน อย่างพวกแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียวต่างๆก็คือเอาเมล็ดพืชมาสีแล้วป่นให้กลายเป็นแป้ง แป้งนี้ยังไม่ถือว่าเป็นน้ำตาลนะครับ เพราะขนาดโมเลกุลมันยังใหญ่เกินไปกว่าที่ยีสต์จะเอาไปใช้งานได้ จะต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นน้ำตาลเสียก่อน ซึ่งการจะเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลได้นั้นเราต้องการ เอ็นไซม์ ครับ

แสดงการทำงานของเอ็นไซม์ Amylase : เครดิตภาพ Wikimedia.org

เอ็มไซม์เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยย่อยโมเลกุลที่ใหญ่ๆของแป้งให้กลายเป็นสายที่เล็กลงจนกลายเป็นน้ำตาลในที่สุด การมอลต์ติ้งมันจะช่วยปลุกให้เอ็มไซม์ธรรมชาติที่อยู่ในเมล็ดธัญพืชนั้นพร้อมจะทำงานครับ ซึ่งถ้าหากว่าเราพยายามจะเอาเมล็ดพืชที่ไม่ผ่านการเพาะงอกมาใช้ในการทำเบียร์ เราก็ต้องเติมเอ็นไซม์จากภายนอกเข้าไปครับ แป้งจึงจะสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้

เครดิตภาพ : หนังสือ Tasting Beer: An Insider’s Guide to the World’s Greatest Drink by: Randy Mosher

มอลต์ที่บรูวเวอร์เลือกใช้มีหลายประเภทนะครับ ขึ้นอยู่กับระดับการอบและคั่วคล้ายกาแฟเลยครับ ถ้ามอลต์ที่อบน้อยหน่อยสีก็จะอ่อน ทำให้ได้รสที่ยังคงความเป็นข้าวอยู่ พอคั่วอบกลางๆก็จะได้รสออกไปทางคาราเมล หรือถ้าทำให้ดำเลยก็จะได้รสไปทางกาแฟหรือช็อคโกแล็ตครับ

นอกจากมอลต์จะส่งผลต่อรสชาติของเบียร์แล้ว ยังส่งผลต่อสีของเบียร์ด้วย ถ้าดูน้ำเบียร์แล้วเห็นสีออกดำๆนั่นหมายความว่ามีการใช้มอลต์ที่คั่วเข้มเป็นวัตถุดิบครับ

กลับมาดูที่สูตรครับ ในสูตรใช้มอลต์ 3 ชนิด ได้แก่

  • Pale Ale malt ใช้เป็นมอลต์หลัก มอลต์ตัวนี้ให้รสมอลต์และกลิ่นโทนบิสกิตและถั่วอ่อน
  • Munich malt light/dark ให้รสคาราเมลอ่อนๆ น้ำผึ้ง และขนมปัง
  • Buscuit malt เป็นมอลต์ที่มีคาร์แร็คเตอร์กลิ่นค่อนข้างหอมหวาน คล้ายขนมปังอบใหม่

ส่วน Flaked barley เป็นส่วนผสมเพิ่มเติมที่เราเรียกว่า Adjunct ครับ ใช้เพื่อเพิ่มบอดี้ของเบียร์ให้หนาขึ้น

ฮ็อปส์ (Hops)

เครดิตภาพ : Wikimedia.org

ฮ็อปส์ เป็น ดอกเกสรตัวเมีย ของพืชชนิดหนึ่งครับ พืชชนิดนี้มีชื่อว่า Humulus Lupulus (H.Lupulus) มีพื้นเพดั้งเดิมอยู่ในทวีปยุโรป เอเชียตะวันตก และ อเมริกาเหนือ

ตัว H.Lupulus เป็นญาติกับกัญชาครับ อยู่ในตระกูลเดียวกับ มีผลงานวิจัยเหมือนกันนะครับว่า ดอกฮ็อปส์มีฤทธิ์กล่อมประสาทอ่อนๆ และ สารสกัดจากฮ็อปส์ 2mg ช่วยในการนอนหลับได้ (ลิงค์งานวิจัย PubMed.gov )

ฮ็อปส์มีหน้าที่ 3 อย่างในเบียร์ครับ 3 อย่างนี้ท่องไว้ได้เลย หน้าที่ 3 อย่างของฮ็อปส์ ได้แก่ฮ็อปส์ทำให้เบียร์ขม, หอม และ อยู่ทน ครับ

ฮ็อปส์ ทำให้เบียร์ ขม หอม และอยู่ทน

ถ้ามองในแง่รสชาตินะครับ น้ำที่ได้จากการสกัดมอลต์นั้นมีน้ำตาลอยู่เยอะมากทำให้มีรสที่หวานมาก รสหวานแบบนี้ต้องถ่วงดุลย์ด้วยรสขมครับ บรูวเวอร์จะใส่ฮ็อปส์ลงไปต้มกับน้ำมอลต์เพื่อปรุงรสขม ภายในฮ็อปส์จะมีกรดอยู่ตัวหนึ่งครับ เรียกว่า อัลฟ่าเอซิด (Alpha Acids) กรดตัวนี้เมื่อโดนความร้อนจากการต้มจะเปลี่ยนโครงสร้าง กลายเป็น Isomerized Alpha Acids ซึ่งมีความเสถียรกว่าและมีรสขม มันเลยทำให้น้ำที่ต้มออกมานั้นมีรสชาติที่ขมขึ้น เวลาที่เราวัดหรือคำนวณความขมของเบียร์ออกมาเป็นตัวเลข เราก็วัดจากความเข้มข้นของ Iso-alpha-acids นี่แหล่ะครับ ถ้าเบียร์มีความเข้มของตัวนี้มากก็ขมมาก ถ้ามีน้อยก็ขมน้อย

ประโยชน์ของเจ้า Iso-alpha-acids ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ มันยังมีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย แบคทีเรียจำพวกที่เขาเรียกว่า Gram-positive bacteria ยกตัวอย่างเช่นพวก Lactic acid bacteria จะไม่สามารถเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่มี Iso-alpha-acids ครับ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเบียร์ที่ใช้ฮ็อปส์เยอะจึงเสียยาก เพราะ Iso-alpha-acids ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียนั่นเอง

ส่วนกลิ่นของฮ็อปส์นั้นมาจากน้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) ที่มีอยู่ในดอกฮ็อปส์ครับ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน และเป็นสิ่งที่คราฟท์บรูวเวอร์หลายคนต้องการ โดยเฉพาะตอนที่ทำเบียร์ประเภท IPA ที่เราต้องการโชว์คาร์แร็คเตอร์ของฮ็อปส์ให้ชัด

ภาพตัดขวางของดอกฮ็อปส์, เครดิตภาพ : Wikipedia.org

ฮ็อปส์มีกลิ่นหลายๆแบบครับ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสถานที่ปลูก เวลาที่นักทำเบียร์พัฒนาสูตร เขาก็จะเลือกเอาฮ็อปส์หลายๆตัวมาผสมกันให้ได้กลิ่นที่เขาต้องการขึ้นมา

เครดิตภาพ Homebrewtalk.com

ยกตัวอย่างจากสูตรใช้ Hops ทั้งหมด 4 ตัว ซึ่งแต่ละตัวมีคุณสมบัติดังนี้ครับ (ข้อมูลจาก Hopslist.com)

  • Amarillo ทำหน้าที่สร้างรสขม และให้กลิ่นซิตรัส, ส้ม
  • Mosaic ให้กลิ่นมะม่วง, ต้นสน, ซิตรัส, สมุนไพร
  • Galaxy ให้กลิ่นซิตรัส, ลูกพีช and เสาวรส
  • Citra ให้กลิ่นซิตรัส, เกรปฟรุ้ต, ผลไม้เมืองร้อน

ยีสต์ (Yeast)

Brewers make wort, Yeast make beer.

โบราณกาล

มีคำกล่าวตั้งแต่โบราณกาลในหมู่นักปรุงเบียร์ครับว่า Brewers make wort, Yeast make beer. หมายความว่า สิ่งที่ทำให้เกิดเบียร์ขึ้นมาจริงๆนั้นไม่ใช่บรูวเวอร์ครับ แต่เป็นยีสต์ต่างๆหาก บรูวเวอร์ทำหน้าที่เพียงแค่ปรุงน้ำเวิร์ทเท่านั้น แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนให้น้ำตาลที่มีอยู่ในน้ำต้มมอลต์กลายเป็นเบียร์ขึ้นมาได้ คือยีสต์ครับ

เครดิตภาพ Wikimedia.org

ยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิตเซลเดียวประเภทหนึ่งครับ จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับ รา (Fungus kingdom) หน้าที่ของยีสต์ที่มีต่อการทำเบียร์คือ การเปลี่ยนน้ำตาลที่มีอยู่ในน้ำเวิร์ทให้กลายเป็นแอลกอฮอลล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรื่องน่าประหลาดใจเรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งมารู้ตอนเข้ามาทำเบียร์ก็คือ น้ำสกัดมอลต์หวานๆเมื่อผ่านการหมักโดยใช้ยีสต์แล้ว ความหวานจะลดลงครับ นั่นก็เพราะว่าน้ำตาลมันถูกใช้ไปโดยยีสต์นั่นเอง

นอกจากแอลกอฮอลล์และ CO2 แล้ว ยีสต์นั้นก่อให้เกิดสารอื่นๆมาด้วยอีกหลายร้อยชนิด ซึ่งสารนี้มีส่วนก่อให้เกิดรสชาติต่างๆในเบียร์ด้วย แต่ในที่นี้เพื่อความง่าย อยากให้โฟกัสเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอลล์และ CO2 นะครับ

เซลยีสต์, เครดิตภาพ Wikipedia.org
แผนภาพอวัยวะภายในยีสต์, เครดิตภาพ Wikipedia.org

ณ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ค้นพบยีสต์มากกว่า 1,500 สายพันธุ์ครับ แต่หลักที่ใช้ในการทำเบียร์นั้นมี 2 สายพันธุ์ได้แก่

เอลยีสต์นั้น มีชื่อเล่นอีกชื่อหนึ่งว่า Top-fermenting ครับ เป็นยีสต์ที่หมักในอุณหภูมิค่อนข้างสูง และเวลาที่ยีสต์นั้นขยายพันธุ์ ตัวเซลล์ใหม่จะเกาะอยู่กับเซลล์เดิมโดยไม่หลุดออก (ยีสต์ขยายพันธุ์โดยการแบ่งเซลล์) จนกลายเป็นแพ และแพนั้นจะลอยขึ้นไปบนถังหมักกลายเป็นโฟมอยู่ด้านบนครับ อย่างเช่นในคลิปวิดีโอด้านล่าง เป็นคลิปจากการหมักเบียร์ที่ชื่อว่า Bigfoot Ale ของค่าย Sierra Nevada ครับ ใช้กระบวนการแบบเปิด (Open Fermentation) จะสังเกตุเห็นโฟมที่ลอยอยู่ด้านบนตามช่วงเวลาต่างๆ

ในขณะที่ลาเกอร์ยีสต์นั้นจะต่างจากเอลยีสต์ตรงที่ ยีสต์ลาเกอร์จะทำงานที่อุณหภูมิต่ำกว่า ส่วนเวลาที่ยีสต์สายพันธุ์นี้แบ่งเซลล์ ตัวเซลล์ใหม่จะหลุดออกจากเซลล์แม่ทำให้ไม่เกิดแพที่จะเกาะกันลอยสู่ผิวด้านบน ยีสต์ตระกูลนี้บางทีจึงเรียกว่ายีสต์แบบ Bottom-fermenting ครับ

และเนื่องจากยีสต์มันมี 2 ประเภทแบบนี้ เราเลยใช้ยีสต์เป็นตัวแบ่งประเภทของเบียร์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ เบียร์ประเภท Ale และ เบียร์ประเภท Lager นั่นเอง

เครดิตภาพ Wikimedia.org

บรูวเวอร์จะเลือกยีสต์ที่เหมาะกับเบียร์ของเขาครับ จากสูตรเขาใช้ยีสต์ Wyeast 1056 American Ale ซึ่งยีสต์ตัวนี้เหมาะสำหรับเบียร์ที่ต้องการเน้นคาร์แร็คเตอร์ของมอลต์และฮ็อปส์ให้ชัด เพราะตัวยีสต์ไม่สร้างรสอื่นมาก ทำให้ได้เบียร์ที่เนื้อเบียร์สะอาดสะอ้าน มีความซ่า และทำงานที่อุณหภูมิประมาณ 15-22 องศาเซลเซียสครับ

น้ำ (Water)

น้ำเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญมากในการทำเบียร์ครับ 90%-95% ของเบียร์คือน้ำ น้ำส่งผลต่อรสชาติของเบียร์มากครับ องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวกับน้ำได้แก่ แร่ธาตุและพวก Ion ต่างๆที่ละลายอยู่ในน้ำ, ค่า pH และ ความกระด้างของน้ำ สิ่งต่างๆเหล่านี้ ส่งผลต่อรสชาติของเบียร์ทั้งหมด

โรงเบียร์ Palmer Brewery ริมแม่น้ำ, เครดิตภาพ Wikimedia.org

โรงเบียร์มักอยู่ใกล้แหล่งน้ำครับ เพื่อที่จะได้มีน้ำมาใช้ในการผลิตเบียร์ แหล่งน้ำตามธรรมชาติใหญ่ๆแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ แหล่งน้ำบนดิน เช่น แม่น้ำ ทะเลสาป และแหล่งน้ำใต้ดินเช่นน้ำบาดาล เป็นต้น แหล่งน้ำบนดินส่วนใหญ่แร่ธาตุที่ละลายและความกระด้างจะน้อยกว่าแหล่งน้ำใต้ดินครับ

ในสมัยโบราณเวลาคนเราทำเบียร์ เรามักใช้แหล่งน้ำที่สามารถหาได้ในท้องถิ่นนั้น ซึ่งคุณสมบัติของน้ำแต่ละท้องถิ่นก็ต่างกันไป และบรูวเวอร์จะมีสูตรลับในการจัดการกับน้ำก่อนที่จะเอาน้ำมาใช้ในการผลิตเบียร์ ยกตัวอย่างเช่น แหล่งน้ำในเมืองพิลเซ่น (Pilsen) เป็นน้ำอ่อน แร่ธาตุภายในไม่มาก ความกระด้างไม่เยอะ นักทำเบียร์จึงมักเติมเกลือลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือ น้ำในเมือง Burton-upon-Trent ที่อังกฤษ เป็นน้ำที่ค่อนข้างกระด้าง ดังนั้นก่อนการทำเบียร์จึงต้องต้มน้ำเพื่อลดความกระด้างเสียก่อน เป็นต้น

ส่วนโรงเบียร์สมัยใหม่นั้น เราสามารถวัดค่าและสร้างโปรไฟล์ของน้ำ (Water Profile) และปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำให้เป็นไปในแบบที่เราต้องการได้ครับ ยกตัวอย่างเช่นโรงเบียร์คราฟท์บางโรง เลือกที่จะใช้น้ำที่กรองด้วยระบบ RO (Reverse Osmosis) เพื่อที่จะกรองแร่ธาตุออกให้หมดแล้วค่อยเติมสารละลายต่างๆลงไปเอง

กลับมาที่สูตรเบียร์ของเรา เนื่องจากในสูตรเบียร์ไม่ได้ระบุคุณสมบัติของน้ำที่ใช้เอาไว้ ดังนั้นอันนี้แล้วแต่บรูวเวอร์เลยครับว่าอยากได้แบบไหน

สรุป

ขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงจุดนี้นะครับ เป็นบทความที่คนเขียนใช้พลังงานพอสมควรเลย ทั้งการเรียบเรียงและการสอบทวนข้อมูล

สุดท้ายนี้ถ้าจำอะไรไม่ได้ จำไว้แค่นี้ก็พอครับ

  • วัตถุดิบหลักในการทำเบียร์มี 4 อย่างได้แก่ มอลต์, ฮ็อปส์, ยีสต์ และน้ำ
  • มอลต์ คือ เมล็ดพืชเพาะงอก ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำตาลเพื่อให้ยีสต์ใช้ในการผลิตแอลกอฮอลล์
  • ฮ็อปส์ คือ ดอกเกสรตัวเมียของพืชชนิดหนึ่ง เป็นพืชตระกูลเกียวกับกัญชา
  • ฮ็อปส์มีหน้าที่ 3 อย่างคือ ทำให้เบียร์ขม ทำให้เบียร์หอม และทำให้เบียร์อยู่ทน
  • ยีสต์ เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอลล์กับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ยีสต์ที่ใช้ในการทำเบียร์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่ ยีสต์เอล และยีสต์ลาเกอร์

หวังว่าทุกท่านจะชอบกัน และได้ประโยชน์จากบทความนี้นะครับ… ^-^

เทรนดิ้ง