สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้เรายังอยู่กันในหัวข้อ “รู้จักกับคราฟท์เบียร์” กันนะครับ ในโพสต์ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้เขียนอธิบายนิยามของคำว่าคราฟท์เบียร์ ในเชิงเปรียบเทียบกับงานศิลปะ ซึ่งหลังจากได้ลองอ่านดูแล้ว ผู้เขียนก็คิดว่า มันคงจะดี ถ้าได้ลองฉายภาพนิยามของสิ่งที่เรียกว่า คราฟท์เบียร์ในมุมมองเชิงเปรียบเทียบระหว่างคราฟท์เบียร์ (Craft Beer) กับ เบียร์เชิงพาณิชย์ (Commercial Beer) ที่มีอยู่ในท้องตลาดบ้าง น่าจะทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้น

โดยในบทความนี้ ผู้เขียนจะพูดถึงความแตกต่างระหว่างคราฟท์เบียร์และเบียร์เชิงพาณิชย์ไล่ไปเป็นข้อๆ ก่อนที่จะเอาไปสรุปเป็นตารางในหัวข้อสุดท้ายครับ

แต่ก่อนที่จะเริ่มเนื้อหา ทางผู้เขียนขอแจ้งเอาไว้ก่อนว่า ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในอุตสาหกรรมเบียร์มาระยะหนึ่ง ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าจะคราฟท์เบียร์ หรือเบียร์เชิงพาณิชย์ ต่างก็มีมุมมองและจุดยืนของตัวเอง และมีฐานแฟนคลับ คนที่นิยมชมชอบอยู่ด้วยกันทั้งคู่ และไม่อยากให้ผู้อ่านไปตีความว่า เบียร์ตัวใดดีกว่าตัวใดนะครับ

เอาหล่ะ เกริ่นมาพอแล้ว เรามาพูดถึงเนื้อหากันเลย


งานทำมือ vs สินค้าอุตสาหกรรม

คราฟท์เบียร์ และ เบียร์เชิงพาณิชย์ มีความแตกต่างกันตั้งแต่นิยามที่มันเป็นเลยครับ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็น่าจะเหมือนกับ ข้าวผัดจากร้านอาหารตามสั่ง กับ ข้าวผัดใส่กล่องของ CP ที่ขายใน 7-Eleven

คราฟท์เบียร์ มักเป็นเบียร์ที่ผลิตโดยโรงเบียร์ขนาดเล็ก ที่มีความเป็นอิสระ และใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม พิถีพิถัน นอกจากนี้คราฟท์เบียร์ยังให้คุณค่ากับความหลากหลายและความคิดสร้างสรรค์ โรงเบียร์แต่ละโรงมักจะมีเบียร์หลายตัว หลายสไตล์ และแต่ละตัวมักจะมีรสชาติและกลิ่นที่ซับซ้อน อารมณ์คล้ายๆ ข้าวผัดจากร้านอาหารตามสั่งครับ ผัดจำนวนน้อยๆ อาจจะทีละจาน มีหลายสูตร แถมบางร้าน รสไม่ซ้ำ เพราะจำสูตรไม่ได้อีก

เบียร์เชิงพาณิชย์ เป็นเบียร์ที่ผลิตโดยโรงเบียร์ขนาดใหญ่ ต้มกันครั้งละเป็นหมื่น เป็นแสนลิตร คล้ายๆกับการผลิตข้าวผัดใส่กล่องของ CP ที่มีขายใน 7-Eleven ซึ่งสิ่งที่สำคัญกับการทำแบบนี้คือ การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ครับ เพราะเบียร์จะต้องวางจำหน่ายทั่วประเทศ ดังนั้นเบียร์กว่าจะออกมาแต่ละตัวนั้น คิดแล้วคิดอีก เบียร์จะผลิตทีละเยอะๆได้มั๊ย ? ถ้าต้องทำขายทั้งปีวัตถุดิบจะพอมั๊ย ? เบียร์จะทนสภาพการขนส่งและอยู่บนชั้นวางได้นานมั๊ย ? เป็นต้น และนอกจากนี้ การทำครั้งละมากๆ ยังทำให้ต้นทุนเบียร์ถูกลง ส่งผลให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศเข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย

สรุปคือ คราฟท์เบียร์ผลิตน้อย ได้ความหลากหลาย ส่วนเบียร์เชิงพาณิชย์ ผลิตครั้งละมากๆ ได้ความนิ่งและราคาที่เข้าถึงได้


สูตร และวัตถุดิบที่ใช้

นอกจากนี้ คราฟท์เบียร์และเบียร์เชิงพาณิชย์ยังแตกต่างกันในเรื่องวัตถุดิบอีกด้วย พอคราฟท์เบียร์ทำแบบงานศิลปะ วัตถุดิบจึงทั้งหลากหลาย และจัดเต็ม ในขณะที่เบียร์เชิงพาณิชย์ใช้วัตถุดิบที่มีความเรียบง่ายกว่า ดังที่แสดงให้เห็นใน Twitter ด้านล่าง

ภาพจาก Twitter

รูปด้านบน เป็นรูปที่นำมาจาก Twitter ชื่อ Brewhouse&Kitchen แสดงการเปรียบเทียบวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเบียร์เชิงพาณิชย์ และ คราฟท์เบียร์ครับ ขวดด้านซ้ายเป็นเบียร์เชิงพาณิชย์มีการใส่ข้าวไปเพื่อให้บอดี้บางลงและลดต้นทุน ส่วนฮ็อปส์นี่แทบจะไม่เห็น ในขณะที่คราฟท์เบียร์ซึ่งอยู่ในขวดด้านขวาเป็นมอลต์ และมีมอลต์อยู่หลายชนิดผสมกัน ส่วนฮ็อปส์ที่เป็นเมล็ดเขียวๆด้านบนนั้นถมมาเต็ม


การตลาดและการสร้างแบรนด์

หัวข้อนี้ เป็นหัวข้อที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือ “กลุ่มเป้าหมาย” และ “เงินทุน” นั่นเองครับ

เบียร์เชิงพาณิชย์ ผลิตครั้งละมากๆ เพื่อให้ต้นทุนต่ำ พอต้นทุนต่ำ ก็สามารถขายได้ราคาถูก พอราคาถูกผู้คนส่วนใหญ่ก็สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายของเบียร์เชิงพาณิชย์ อยู่ในระดับ “ประเทศ” ครับ และการจะขายสินค้าให้กับคนทั้งประเทศได้ ก็จะต้องมีเงินทุนที่ใช้ในการโฆษณาครับ เบียร์เชิงพาณิชย์ มักจะทำตลาดและสร้างแบรนด์โดยการตั้งงบประมาณมาจำนวนหนึ่ง แล้วใช้บริการเอเยนซี่โฆษณา หรือ สื่อระดับประเทศ ในการทำตลาดให้ ช่องทางการจัดจำหน่ายก็ต้องลงในห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว พูดง่ายๆคือ ปูพรมให้คลุมทั้งประเทศ แล้วประโคมข่าวให้ลูกค้ามาซื้อ

ในขณะที่คราฟท์เบียร์นั้น ต่างกัน

คราฟท์เบียร์ เป็นเกมส์ของคนตัวเล็กแต่มีฝันใหญ่ครับ เบียร์ผลิตจากโรงเล็กๆ ได้จำนวนทีละน้อยๆ กำลังการผลิตไม่ได้มากพอที่จะวางจำหน่ายทั้งประเทศ ดังนั้นคราฟท์เบียร์ก็จะทำตลาดเน้นกลุ่มลูกค้าท้องถิ่นเป็นหลักครับ การตลาดเน้นการสร้างกิจกรรมกับกลุ่มย่อยๆ และใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ตัวเองดูเด่นและเป็นที่จดจำ ช่องทางการจัดจำหน่ายก็มักจะขายผ่านร้านคราฟท์เบียร์ ซึ่งเป็นร้านที่เข้าใจเบียร์และเป็นที่รวมตัวของกลุ่มคนที่รักคราฟท์เบียร์ทั้งนั้น


ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม

หัวข้อนี้ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือน แชมพูสมุนไพร กับ แชมพูซันซิลค์ ครับ คือ เป็นสินค้าที่ดีทั้งคู่ แต่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมคนละระดับ

คราฟท์เบียร์ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับท้องถิ่นครับ โรงเบียร์ขนาดเล็กสามารถสร้างงานและส่งเสริมการท่องเที่ยวในละแวกนั้นได้ แถมยังสามารถหยิบจับเอาของดีของท้องถิ่นออกมาใส่ลงในเบียร์ของตัวเองได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น บางพื้นที่ที่มีชื่อเสียงเรื่องสับปะรด สามารถเอาสับปะรดนั้นมาใส่ในเบียร์ของตัวเอง ได้ หรือการเอา Mascot ของเมืองมาใส่เอาไว้ในฉลากเบียร์ของตัวเอง ก็ดูน่าสนใจดี

เบียร์เชิงพาณิชย์ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับ มหภาค ครับ เบียร์ผลิตได้เยอะ ขายได้เยอะ รัฐก็สามารถเก็บภาษีได้เยอะ ซึ่งภาษีตรงนี้บ้านเรามีการเก็บเข้ากองทุนหลายๆกองทุนเพื่อเอาไปช่วยเหลือหลายๆด้าน เช่น ส่งเสริมการกีฬา เป็นต้น (คือคราฟท์เบียร์ก็เสียตรงนี้นะ แต่ตอนนี้ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่)


สรุป

ก่อนที่จะนำไปสู่ตารางที่สรุปเนื้อหาของโพสต์นี้นะครับ ผู้เขียนอยากจะเน้นย้ำตรงนี้อีกครั้งนึงว่า ทั้งคราฟท์เบียร์และเบียร์เชิงพาณิชย์ เป็นเบียร์ที่มีความแตกต่างตามธรรมชาติของมัน และด้วยความแตกต่าง และยืนกันคนละมุมแบบนี้แหล่ะ ที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆมีทางเลือกสิ่งที่เหมาะสำหรับตัวเราเองนะครับ

สำหรับเนื้อหาที่เล่าในบทความนี้ สรุปออกมาเป็นตารางได้แบบนี้ครับ

หัวข้อคราฟท์เบียร์
(Craft Beer)
เบียร์เชิงพาณิชย์
(Commercial Beer)
ปริมาณการผลิตครั้งละไม่มากครั้งละจำนวนมาก
ผลิตภัณฑ์– เน้นความหลากหลาย
– ใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย
– ผลิตด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม
– เน้นความมีมาตรฐานในการผลิต
– เน้น Product Stability
– ผลิตด้วยกรรมวิธีทันสมัย
คุณภาพวัตถุดิบ– วัตถุดิบคัดพิเศษ ใส่ในปริมาณเข้มข้น– วัตถุดิบทั่วไป
ราคาสูงถูก
กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม/ท้องถินหรือชุมชนมุ่งเน้นทั่วประเทศ
วิธีทำตลาดและสร้างแบรนด์– งบการตลาดจำกัด (หรือไม่มีเลย)
– เน้นการจัดกิจกรรมและมีส่วนร่วมกับท้องถิ่น
– มีงบการตลาดที่จัดสรรไว้ใช้
– เน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์
ช่องทางการจัดจำหน่าย– ร้านคราฟท์เบียร์– โมเดิร์นเทรด
– มินิมาร์ท
– Retail Store
ผลกระทบทางเศรษฐกิจท้องถิ่น/ชุมชนระดับประเทศ
ตารางสรุปความแตกต่างระหว่างคราฟท์เบียร์ และ เบียร์เชิงพาณิชย์

Leave a comment

เทรนดิ้ง