สวัสดีครับท่านผู้อ่านผู้มีความสนใจและรักในการดื่มเบียร์ทุกท่าน ผมเชื่อว่าทุกท่านที่กำลังอ่านบทความนี้น่าจะเป็นผู้ที่มีความสนใจและดื่มสิ่งที่เรียกว่า “คราฟท์เบียร์” กันอยู่แล้วไม่มากก็น้อย สำหรับในยุคปัจจุบันคราฟท์เบียร์มันกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวันไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร บาร์ หรือแม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ต เราจะเห็นเบียร์หน้าตาแปลกๆ ชื่อไม่คุ้นหู วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ต้องยอมรับนะครับว่า คราฟท์เบียร์ กลายเป็นเครื่องดื่มสุดฮิตที่กำลังมาแรงจนกลายเป็นขวัญใจคนทั่วโลกไปแล้ว

แต่เอ๊ะ !!! ก่อนที่คราฟท์เบียร์จะกลายเป็นของที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน มันก็เคยเป็นของใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน แล้วคราฟท์เบียร์มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วทำไมมันถึงฮิตจนกลายเป็นกระแสเหมือนในปัจจุบันได้นะ… บทความนี้ผมจะชวนพวกท่านลองหวนกลับไปสู่จุดกำเนิดของคราฟท์เบียร์กันครับ

พร้อมกันหรือยังครับ ? ถ้าพร้อมแล้ว ตามมา…


ยุคแห่งความจำเจ : เมื่อเบียร์ยักษ์ใหญ่ครองเมือง

Photo by Suzy Hazelwood from Pexels

ก่อนที่จะมีคราฟท์เบียร์เกิดขึ้น ผู้เขียนขออนุญาตย้อนกลับไปถึงช่วย ทศวรรษที่ 1950s-1970s ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ในช่วงนั้นเบียร์ที่เราคุ้นเคยส่วนใหญ่มักมาจากบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย ที่ครองตลาดเบียร์แทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้รสชาติเบียร์ในท้องตลาดค่อนข้างจำเจ ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่ให้ตื่นเต้น

ลองนึกภาพตามนะครับ เบียร์ที่เรามักจะเห็นตามร้านค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่จะเป็นเบียร์ลาเกอร์สีเหลืองอ่อน ๆ ที่มีรสชาติเบา ๆ ซ่า ๆ ดื่มง่าย สบาย ๆ ซึ่งก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกครับ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำหรือแตกต่างกันมากนัก ส่วนใหญ่แล้วเบียร์เหล่านี้ผลิตในปริมาณมากๆ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ และเน้นการผลิตที่รวดเร็ว ทำให้รสชาติไม่ค่อยมีความซับซ้อนหรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ การตลาดของบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ยังเน้นไปที่การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและจดจำง่าย โดยมักจะใช้กลยุทธ์การโฆษณาที่เน้นความสนุกสนาน ความเป็นกันเอง และการเข้าสังคม ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคหลายคนมองว่าเบียร์เป็นเพียงเครื่องดื่มสำหรับสังสรรค์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรสชาติหรือคุณภาพของเบียร์มากนัก

ความจำเจและการตลาดที่เน้นภาพลักษณ์มากกว่ารสชาติของบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่นี้เอง ที่ทำให้ผู้บริโภคหลายคนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย และมองหาทางเลือกใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลายและรสชาติที่น่าสนใจกว่า พวกเขาต้องการเบียร์ที่ไม่ใช่แค่ดื่มดับกระหาย แต่เป็นเบียร์ที่ให้ประสบการณ์การดื่มที่แปลกใหม่และน่าจดจำ


จุดประกายการปฎิวัติ : กำเนิด Homebrewers ยุค 70s


Photo by Kristina D.C. Hoeppner from Flickr

การครอบงำของบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ดำเนินมาจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่ 1970s ครับ ซึ่งในช่วงนั้นเองมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการปฎิวัติรสชาติของเบียร์ขึ้นมา นั่นก็คือ การผ่อนคลายกฎหมายที่ห้ามการผลิตเบียร์ในครัวเรือน (Homebrewing) ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่สมัย Prohibition (ต้นศตวรรษที่ 20) ทำให้ประชาชนสามารถผลิตเบียร์เพื่อการบริโภคส่วนบุคคลได้อย่างถูกกฎหมาย

ปัจจัยนี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญครับ ที่ทำให้เกิดกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “Homebrewers” ขึ้นมา พวกเขาเป็นกลุ่มคนรักเบียร์ที่มีความหลงใหลในการทดลองและสร้างสรรค์รสชาติใหม่ ๆ โดยไม่ยึดติดกับสูตรสำเร็จของเบียร์ทั่วไป

Homebrewers เหล่านี้เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการผลิตเบียร์ด้วยตัวเอง ทดลองทำเบียร์สูตรต่าง ๆ ที่บ้านด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ และแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ที่มีความสนใจเดียวกัน

การเคลื่อนไหวของ Homebrewers นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติคราฟท์เบียร์ในสหรัฐอเมริกา เพราะนอกจากจะสร้างความหลากหลายให้กับรสชาติเบียร์แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตรายอื่น ๆ ที่จะตามมาในภายหลัง


3 ผู้บุกเบิก : จาก Homebrewing สู่ Microbrewery

อย่างไรก็ตาม อาศัยแค่การต้มเบียร์อยู่กับบ้าน คงไม่สามารถทำให้คราฟท์เบียร์กลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายไปทั่วทั้งทวีปได้ Homebrewers จะต้องพยายามยกระดับกำลังการผลิตของตัวเองในสเกลที่ใหญ่ขึ้น จากการผลิตในครัวเรือนให้กลายเป็นการผลิตในระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กให้ได้ โดยที่ยังคงคุณภาพและความหลากหลายอยู่

ในที่นี้จึงอยากจะขอกล่าวถึงบุคคล 3 คนที่เป็นที่ยอมรับกันว่า พวกเขาทั้ง 3 เป็นผู้บุกเบิกและยกระดับคราฟท์เบียร์ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมยุคแรกๆครับ เขาทั้ง 3 คนนั้น ได้แก่ Fritz Maytag, Ken Grossman และ Jim Koch ครับ

Fritz Maytag: เจ้าของโรงเบียร์ Anchor Brewing ในซานฟรานซิสโก เขาได้เข้าซื้อโรงเบียร์ Anchor Brewing ที่กำลังจะปิดตัวลงในปี 1965 และเริ่มฟื้นฟูสไตล์เบียร์ดั้งเดิมของอเมริกา เช่น Steam Beer ซึ่งเป็นเบียร์ที่หมักด้วยยีสต์ลาเกอร์ในอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ ทำให้ได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

นอกจากนี้ เขายังไม่หยุดอยู่แค่การฟื้นฟูสไตล์เบียร์เก่า แต่ยังทดลองและสร้างสรรค์เบียร์รสชาติใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเบียร์ลาเกอร์ทั่วไป เช่น Liberty Ale และ Old Foghorn Barleywine ซึ่งเป็นเบียร์ที่มีรสชาติเข้มข้นและซับซ้อน

Fritz Maytag เจ้าของ Anchor Brewing (Credit จาก Flicker.com)

Ken Grossman: ผู้ก่อตั้ง Sierra Nevada Brewing Co. ในแคลิฟอร์เนีย เขาเป็นผู้บุกเบิกในการผลิตเบียร์สไตล์ American Pale Ale ซึ่งเป็นเบียร์ที่มีกลิ่นหอมของฮ็อปและรสชาติที่ขมเล็กน้อย เบียร์ Pale Ale ของ Sierra Nevada กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตคราฟท์เบียร์รายอื่นๆ

นอกจากนี้เขายังเห็นถึงความสำคัญของการลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัย เพื่อให้ได้เบียร์ที่มีคุณภาพสูงและคงเส้นคงวา

Ken Grossman ผู้ก่อตั้ง Sierra Navada Brewing (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

Jim Koch: ผู้ก่อตั้ง Boston Beer Company ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์ Samuel Adams คนนี้เก่งในเรื่องการสร้างแบรนด์และการตลาดครับ เขาสร้างแบรนด์ Samuel Adams ให้เป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่าย โดยใช้กลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย เช่น การเข้าร่วมงานเทศกาลเบียร์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์

นอกจากนี้เขาเป็นผู้นำในการผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ เช่น กฎหมายที่อนุญาตให้โรงเบียร์ขนาดเล็กสามารถขายเบียร์ได้โดยตรงแก่ผู้บริโภค เป็นต้น

Jim Koch ผู้ก่อตั้ง Boston Beer Company (ภาพจาก Wikipedia)

ซึ่งทั้ง 3 คนนี้ เราสามารถเรียกพวกเขาได้ว่าเป็น “บิดาแห่งวงการคราฟท์เบียร์อเมริกัน” ได้เลยครับ เพราะด้วยความพยายามของบุคคลทั้งสามนี้ ทำให้คราฟท์เบียร์ในสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ผลิตคราฟท์เบียร์รุ่นใหม่ ๆ และเป็นผู้วางรากฐานที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ทั่วโลก


มากกว่าแค่เบียร์ : คราฟท์เบียร์ วัฒนธรรม และชุมชน

Photo by Jose Antonio Gallego Vázquez from Pexels

จากความสนใจของกลุ่ม Homebrewer ไปจนถึงความพยายามของผู้บุกเบิกวงการคราฟท์เบียร์อเมริกันทั้งสาม ทำให้กระแสคราฟท์เบียร์ค่อยๆเริ่มต้นขึ้น และกระจายไปทั่วอเมริกาครับ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป เป็นธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการเน้นการโฆษณาผ่านสื่อใหญ่ ซึ่งผู้เขียนมองว่า มันสวยงามมากครับ

ด้วยธรรมชาติของความเป็นคราฟท์เบียร์ มันทำให้มีหลายๆปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ได้แก่

  1. คุณภาพและรสชาติที่แตกต่าง: คราฟท์เบียร์มีรสชาติที่หลากหลายและแตกต่างจากเบียร์ที่ผลิตโดยบริษัทใหญ่ ๆ อย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคที่เบื่อหน่ายกับรสชาติเดิม ๆ หันมาสนใจและลองชิมคราฟท์เบียร์มากขึ้น
  2. การบอกต่อแบบปากต่อปาก: เมื่อผู้คนได้ลองคราฟท์เบียร์และพบว่ารสชาติดี ก็มักจะบอกต่อเพื่อนฝูงและคนรู้จัก ทำให้เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก (word-of-mouth) ที่มีประสิทธิภาพมาก
  3. การสร้างชุมชน: กลุ่ม Homebrewer และผู้ผลิตคราฟท์เบียร์รายเล็ก ๆ มักจะสร้างชุมชนของตัวเองขึ้นมา ผ่านการจัดงานเทศกาลเบียร์ การพบปะสังสรรค์ หรือการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้บริโภคและทำให้เกิดความภักดีต่อแบรนด์
  4. การใช้สื่อเล็ก ๆ และช่องทางออนไลน์: ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์มักจะใช้สื่อเล็ก ๆ เช่น นิตยสารเฉพาะทาง บล็อก หรือเว็บไซต์ รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่างโซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับผู้บริโภค ซึ่งช่วยสร้างความใกล้ชิดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า
  5. การร่วมมือกับร้านอาหารและบาร์: ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์หลายรายได้ร่วมมือกับร้านอาหารและบาร์ในการนำเสนอเบียร์ของตัวเอง ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้ลองชิมคราฟท์เบียร์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง
  6. การสร้างเรื่องราวและเอกลักษณ์ของแบรนด์: ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์มักจะสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเบียร์ของตัวเอง เช่น แรงบันดาลใจในการผลิตเบียร์ หรือที่มาของวัตถุดิบ ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้คราฟท์เบียร์ค่อย ๆ เติบโตและขยายตัวจากกลุ่มเล็ก ๆ ไปสู่ผู้บริโภคทั่วไปในอเมริกา และกลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในที่สุด


รสชาติไร้พรมแดน : จากอเมริกาสู่ตลาดโลก

Photo by Monstera Production from Pexels

เมื่อคราฟท์เบียร์เริ่มได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา กระแสความนิยมนี้ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ แต่ได้ขยายตัวออกไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ในช่วงแรก คราฟท์เบียร์จากอเมริกาเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา และออสเตรเลีย ผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้เปิดรับรสชาติใหม่ ๆ ของคราฟท์เบียร์อเมริกัน และเริ่มมองหาเบียร์ที่ผลิตในประเทศของตัวเองที่มีความหลากหลายและแตกต่างจากเบียร์ลาเกอร์ทั่วไป

จากนั้น คราฟท์เบียร์ก็เริ่มแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาใต้ ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ในแต่ละประเทศได้นำแรงบันดาลใจจากคราฟท์เบียร์อเมริกันมาปรับใช้และพัฒนาสไตล์เบียร์ของตัวเองให้มีความเป็นเอกลักษณ์และเข้ากับวัฒนธรรมการดื่มของท้องถิ่น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คราฟท์เบียร์สามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว คือ:

  • อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์: ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคราฟท์เบียร์ได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลก
  • การเดินทางและการท่องเที่ยว: ทำให้ผู้คนได้สัมผัสกับรสชาติเบียร์ที่หลากหลายจากทั่วโลก และเกิดความสนใจที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ
  • การจัดงานเทศกาลเบียร์คราฟท์: เป็นเวทีสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์จากทั่วโลกได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้คราฟท์เบียร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงวิถีการดื่มเบียร์ของผู้คนทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิง


และนี่คือ จุดกำเนิด และการเติบโตของสิ่งที่เรียกว่าคราฟท์เบียร์ครับ จะว่าไปมันคล้ายกับพล็อตละครเลยนะ จากยุคมืดถูกกดขี่ สู่การปรากฎตัวของฮีโร่ ไปจนถึงการร่วมด้วยช่วยกันของคนในสังคม การรวมตัวกันจนใหญ่ขึ้น สิ่งนี้สวยงามมากๆ

จะว่าไปแล้ว จุดเริ่มต้นของคราฟท์เบียร์ในประเทศไทย ก็มีความคล้ายแบบนี้เหมือนกันครับ เอาไว้ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะนำมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านกันนะครับ ^-^

Leave a comment

เทรนดิ้ง