สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักในรสชาติอันซับซ้อนของคราฟท์เบียร์ทุกท่าน ผมเชื่อว่ามีหลายครั้งที่คุณได้ลองเบียร์แก้วใหม่ แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “นี่มันรสชาติอะไรกันนะ?”, “ทำไมมันถึงมีกลิ่นหอมแบบนี้?” หรือ “เบียร์แบบนี้มันทำมาจากอะไร?” คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกเลยครับ เพราะโลกของคราฟท์เบียร์นั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายและความน่าค้นหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด

การดื่มเบียร์สำหรับนักดื่มตัวจริงไม่ใช่แค่การยกแก้วขึ้นดื่มเพื่อดับกระหาย แต่เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดเพื่อสัมผัสกับเรื่องราวเบื้องหลังของเบียร์แต่ละแก้ว ตั้งแต่สีที่เห็น กลิ่นที่ได้สัมผัส และรสชาติที่ละมุนลิ้น แต่ถ้าคุณอยากจะเจาะลึกไปกว่านั้น การทำความเข้าใจว่า “วัตถุดิบ” ที่ใช้ในการผลิตนั้นสำคัญอย่างไร จะช่วยปลดล็อกประสบการณ์การดื่มของคุณให้สนุกและลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะครับ


ทำไมต้องรู้เรื่องวัตถุดิบ? แกะรอยความลับของรสชาติ

ลองนึกภาพตามผมนะครับ…

ในทุกแก้วเบียร์ที่คุณจิบลงไป มันคือผลรวมของวัตถุดิบแต่ละชนิดที่ทำหน้าที่ของมันอย่างลงตัว ซึ่งแต่ละอย่างนั้นมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ “ตัวตน” ของเบียร์แก้วนั้นๆ ขึ้นมา การที่เราได้รู้ว่าส่วนประกอบเหล่านี้มีอิทธิพลต่อเบียร์อย่างไร ก็เหมือนกับการที่เราได้ไขปริศนาลับที่ซ่อนอยู่ในแต่ละแก้ว ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเบียร์แก้วนี้ถึงมีรสชาติแบบนี้ กลิ่นแบบนั้น และสีแบบโน้น

มอลต์ (Malt) คือแหล่งพลังงานหลักที่ให้ความหวานคล้ายขนมปัง, คาราเมล, หรือแม้กระทั่งกาแฟ รวมไปถึงเป็นตัวกำหนดสีสันของเบียร์ให้มีเฉดที่แตกต่างกันไป

ฮอปส์ (Hops) คือตัวที่ให้ความขมและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นผลไม้เมืองร้อน กลิ่นดอกไม้ หรือแม้แต่กลิ่นสน

ยีสต์ (Yeast) คือเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่ทำหน้าที่เปลี่ยนความหวานของมอลต์ให้กลายเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซ และยังสร้างกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป

น้ำ (Water) แม้จะเป็นส่วนประกอบที่เรียบง่าย แต่คุณภาพของน้ำนั้นมีผลอย่างมากต่อรสชาติโดยรวมของเบียร์

เมื่อคุณเข้าใจหน้าที่ของวัตถุดิบแต่ละชนิดแล้ว การเลือกสั่งเบียร์ครั้งหน้าของคุณจะไม่ใช่แค่การชี้ไปที่ชื่อสไตล์เบียร์อย่างเดียวอีกต่อไป แต่คุณจะสามารถบอกเบียร์เทนเดอร์ได้อย่างชัดเจนว่า “ผมชอบเบียร์ที่มีกลิ่นฮอปส์แบบซิตรัสเยอะๆ” หรือ “ผมอยากลองเบียร์ที่มีกลิ่นช็อกโกแลตจากมอลต์คั่ว” ซึ่งจะช่วยให้คุณได้เบียร์ที่ตรงใจมากที่สุด และนั่นก็คืออรรถรสอีกขั้นที่นักดื่มคราฟท์เบียร์ตัวจริงไม่ควรพลาดเลยครับ


รู้จัก ‘สี่ส่วนผสมศักดิ์สิทธิ์’ แห่งโลกเบียร์

เพื่อที่จะถอดรหัสรสชาติได้อย่างสนุกและแม่นยำยิ่งขึ้น ผมอยากชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ “ส่วนผสมศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่” ของเบียร์กันอีกครั้งครับ เพราะวัตถุดิบเหล่านี้เป็นดั่งหัวใจหลักที่ทำให้เบียร์ทั่วโลกมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปอย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

1. มอลต์ (Malt): มอลต์คือเมล็ดข้าวที่ผ่านกระบวนการเพาะงอกและอบแห้ง เป็นแหล่งของน้ำตาลที่ยีสต์จะนำไปเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ มอลต์ที่อบอ่อนจะให้สีเบียร์ที่อ่อนและรสชาติคล้ายขนมปัง ส่วนมอลต์ที่อบเข้มขึ้นมาหน่อยก็จะให้กลิ่นคาราเมล ช็อกโกแลต หรือแม้กระทั่งกาแฟครับ

2. ฮอปส์ (Hops): ฮอปส์คือดอกของพืชที่ให้ทั้งความขมและกลิ่นหอมในเบียร์ โดยปกติแล้วจะใส่ฮอปส์ในช่วงต้มเบียร์ ยิ่งใส่มากในช่วงท้ายๆ ยิ่งให้กลิ่นที่หอมชัดเจน ฮอปส์แต่ละสายพันธุ์ก็ให้กลิ่นที่ไม่เหมือนกัน เช่น กลิ่นผลไม้เมืองหนาว กลิ่นสมุนไพร หรือกลิ่นแนวสนๆ ที่ชวนให้นึกถึงป่าสนครับ

3. ยีสต์ (Yeast): ยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สำคัญที่สุดในกระบวนการหมัก พวกมันจะกินน้ำตาลจากมอลต์ แล้วเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ไม่ใช่แค่นั้น ยีสต์แต่ละสายพันธุ์ยังสร้างกลิ่นเฉพาะตัวออกมาด้วย เช่น กลิ่นกล้วยหรือกลิ่นกานพลูในเบียร์บางชนิด ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลย

4. น้ำ (Water): น้ำมีสัดส่วนมากที่สุดในเบียร์ก็จริง แต่กลับเป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปง่ายที่สุด คุณภาพของน้ำและปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ มีผลอย่างมากต่อรสชาติของเบียร์ เช่น น้ำที่มีแร่ธาตุสูงก็เหมาะกับการทำเบียร์สไตล์ Stout ส่วนน้ำที่เบาและนุ่มนวลก็เหมาะกับการทำเบียร์สไตล์ Pilsner ครับ


จากทฤษฎีสู่แก้วจริง: ลองเทียบกับ IPA และ Stout

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอพาคุณมาดูตัวอย่างของเบียร์สองสไตล์ยอดนิยมอย่าง IPA และ Stout กันครับ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของวัตถุดิบได้อย่างชัดเจนที่สุด

  • IPA (India Pale Ale): เบียร์สไตล์นี้เน้นการใช้ ฮอปส์ เป็นพระเอก ทำให้มีกลิ่นหอมแรงและรสชาติที่ขมโดดเด่นไปทางผลไม้รสเปรี้ยวหรือสนครับ หากคุณได้กลิ่นหอมฟุ้งๆ และสัมผัสได้ถึงรสขมที่อยู่ปลายลิ้น นั่นเป็นเพราะอานุภาพของฮอปส์ล้วนๆ เลย
  • Stout: ในทางกลับกัน Stout จะใช้ มอลต์ เป็นตัวชูโรง โดยเฉพาะมอลต์ที่ผ่านการคั่วเข้มจนเกือบไหม้ ทำให้เบียร์มีสีดำสนิท และให้รสชาติเข้มข้นคล้ายกาแฟและช็อกโกแลต นอกจากนี้ยังให้กลิ่นหอมแบบอบอุ่นที่ชวนให้นึกถึงขนมหวานอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าการปรับเปลี่ยนการใช้วัตถุดิบเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างเบียร์สองสไตล์ที่แตกต่างกันได้ราวฟ้ากับเหวเลยใช่ไหมครับ


บทสรุป: เปลี่ยนทุกการจิบให้เป็นการผจญภัย

การเดินทางในโลกของคราฟท์เบียร์นั้นไม่มีวันสิ้นสุดครับ ยิ่งคุณรู้จักวัตถุดิบหลักเหล่านี้มากเท่าไหร่ ประสบการณ์การดื่มของคุณก็จะยิ่งลึกซึ้งและสนุกมากขึ้นเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่คุณยกแก้วขึ้นจิบ คุณจะไม่ได้แค่ดื่มเบียร์ แต่คุณกำลังเดินทางไปในเรื่องราวของวัตถุดิบแต่ละชนิดที่รวมกันอยู่ในแก้วนั้น

เพราะฉะนั้นในครั้งหน้า ผมอยากชวนคุณผู้อ่านลองใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดในการลิ้มลองเบียร์แก้วโปรดอีกครั้ง ลองสังเกตสี กลิ่น และรสชาติ แล้วลองถามตัวเองดูว่า “รสชาตินี้มาจากมอลต์แบบไหน?” หรือ “กลิ่นหอมแบบนี้มาจากฮอปส์สายพันธุ์อะไร?” แล้วคุณจะพบว่าการดื่มคราฟท์เบียร์นั้นไม่เคยน่าเบื่อเลยครับ

Leave a comment

เทรนดิ้ง