ในบทความที่แล้วเราได้คุยกันถึงเรื่อง Aperitif Effect หรือฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ช่วยเปิดประตูความอยากอาหารกันไปแล้ว แต่ในบทความนี้ ผมอยากจะชวนคุณผู้อ่านมาเจาะลึกถึงบทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างมื้ออาหารกันบ้าง ว่ามันช่วยยกระดับความอร่อยของอาหารให้เหนือกว่าที่เคยได้อย่างไร ถ้าพร้อมแล้ว เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันครับ
3 เหตุผลที่แอลกอฮอล์ช่วยยกระดับมื้ออาหาร
การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ระหว่างมื้ออาหารไม่ได้มีแค่หน้าที่ดับกระหายเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่สำคัญสามประการที่ช่วยสร้างสมดุลและขับเน้นรสชาติของอาหารได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ผมขอเปรียบเทียบง่ายๆ ว่ามันเหมือนกับเครื่องมือวิเศษสามอย่างที่ช่วยให้อาหารที่เรากินเข้าไปอร่อยขึ้นกว่าเดิม
ข้อที่ 1 การล้างปาก (Palate Cleansing)

นี่คือหน้าที่สำคัญที่สุดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างมื้ออาหารครับ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีความซ่าหรือมีความเป็นกรดสูง ผมอยากให้คุณผู้อ่านลองนึกภาพตามผมนะครับ ลองนึกถึงเวลาที่คุณกำลังทาน ไก่ทอด ที่มีความกรอบอร่อย แต่พอทานไปได้สักสองสามชิ้น คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามีไขมันและความมันเคลือบอยู่ในปาก ทำให้ความอร่อยเริ่มลดลงเรื่อยๆ แต่พอได้จิบ เบียร์ เย็นๆ ที่มีความซ่าสูงเข้าไป ฟองอากาศในเบียร์จะทำหน้าที่เหมือน “ไม้กวาด” ที่กวาดเอาไขมันที่ตกค้างออกไปจากลิ้นและเพดานปากของคุณ ทำให้คำต่อไปที่คุณทานรู้สึกเหมือนเป็นคำแรกที่กรอบอร่อยและไม่เลี่ยนเลย
สำหรับไวน์ก็เช่นกันครับ ความเป็นกรดใน ไวน์ขาว หรือรสฝาด (Tannin) ใน ไวน์แดง ก็จะช่วยตัดความมันและความหนักของอาหารได้ดีเยี่ยม อย่างเช่นการทาน สเต็กเนื้อวัว ที่มีไขมันและรสชาติเข้มข้นคู่กับ ไวน์แดง Cabernet Sauvignon รสฝาดในไวน์จะเข้าไปลดความเลี่ยนของไขมันในเนื้อ ทำให้คุณรู้สึกว่าสเต็กอร่อยและทานได้เรื่อยๆ ครับ และด้วยคุณสมบัติในการล้างปากแบบนี้ ทำให้เราสามารถลิ้มรสอาหารได้อย่างต่อเนื่อง และรู้สึกอร่อยในทุกๆ คำ
ข้อที่ 2 การเสริมและตัดรสชาติ (Complementary & Contrasting Pairing)
ถ้าการล้างปากคือการทำให้ทุกคำที่เรากินสดชื่นอยู่เสมอ การจับคู่รสชาติก็คือการสร้างสรรค์ความอร่อยในระดับที่สูงขึ้นไปอีกครับ ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ที่อยากจะเล่าให้คุณผู้อ่านฟัง
รูปแบบที่ 1 การเสริมรสชาติ (Complementary Pairing)

การจับคู่แบบนี้คือการนำรสชาติที่คล้ายคลึงกัน หรือมีองค์ประกอบที่ส่งเสริมกันและกันมาเจอกันครับ ลองนึกถึงการนำ ไวน์แดง Pinot Noir ที่มีกลิ่นของผลไม้สีแดงและกลิ่นคล้ายดินมาดื่มคู่กับ เป็ดย่าง ที่มีรสชาติเข้มข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป กลิ่นของไวน์จะช่วยเสริมรสชาติของเนื้อเป็ด ทำให้เกิดความลงตัวที่สมบูรณ์แบบที่กินเมื่อไหร่ก็อร่อยลงตัวทุกครั้ง
หลักการนี้คล้ายกับการเลือกสีที่เข้ากันครับ เช่น สีน้ำตาลอ่อนของเห็ดกับกลิ่นรสที่ออกดิน (Earthy) ในไวน์ Pinot Noir หรือรสหวานของผลไม้ในไวน์ประเภทนี้ที่เข้ากับความหวานในเนื้อเป็ด การเสริมรสชาติที่คล้ายกันจะช่วยทำให้รสชาติเหล่านั้นโดดเด่นขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้เกิดความกลมกล่อมที่ล้ำลึกกว่าการทานแยกกัน
รูปแบบที่ 2 การตัดรสชาติ (Contrasting Pairing)

ในทางตรงกันข้าม การจับคู่แบบนี้คือการนำรสชาติที่แตกต่าง หรือตรงข้ามกัน เพื่อให้รสชาติหนึ่งไปช่วยตัดรสชาติที่เข้มข้นหรือเลี่ยนของอีกอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดสมดุลและสร้างความรู้สึกสดชื่น อย่างเช่นการดื่ม ไวน์ขาว Sauvignon Blanc ที่มีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมสดชื่นจากผลไม้ตระกูลส้ม คู่กับ ชีสแพะ (Goat Cheese) ที่มีรสเค็มและกลิ่นเฉพาะตัว รสเปรี้ยวของไวน์จะช่วยตัดความเค็มและความมันของชีสได้อย่างลงตัว และถ้าเป็น ค็อกเทล อย่าง Moscow Mule ที่มีรสเปรี้ยวของมะนาวและรสเผ็ดร้อนจากขิง ก็สามารถช่วยตัดความเลี่ยนของอาหารทอดได้อย่างดีเยี่ยมเลยครับ
หลักการนี้คล้ายกับการสร้างสมดุลให้กับภาพเขียนครับ เช่น การใช้สีสว่างตัดกับสีเข้มเพื่อทำให้ภาพดูมีมิติและไม่เรียบแบน การที่ความเปรี้ยวของไวน์ไปตัดความเค็มของชีส ก็จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกเลี่ยนและสามารถทานต่อได้เรื่อยๆ โดยที่ทุกคำยังคงความอร่อยไว้เสมอ
ข้อที่ 3 การเพิ่มการรับรู้กลิ่น (Increased Aroma Perception)

คุณผู้อ่านรู้ไหมครับว่า “ความอร่อย” ที่เราได้รับไม่ได้มาจากแค่รสชาติที่ลิ้นสัมผัสอย่างเดียว แต่มาจากกลิ่นที่เราได้กลิ่นด้วย ซึ่งแอลกอฮอล์นี่แหละครับที่มีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยให้โมเลกุลความหอมในอาหารระเหยได้ง่ายขึ้น ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อคุณทานอาหารคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลิ่นหอมที่ปลดปล่อยออกมาจะเดินทางผ่านโพรงจมูกด้านในไปยังส่วนรับรู้กลิ่นของสมอง ทำให้คุณได้กลิ่นอาหารชัดเจนกว่าปกติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึก “อร่อย” ที่คุณได้รับนั่นเองครับ
สรุป
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมในระหว่างมื้ออาหารจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น หรือการกินตามกระแสเท่านั้นนะครับ แต่เป็นศิลปะในการสร้างสมดุลของรสชาติและกลิ่น ทำให้คุณได้รับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่สมบูรณ์แบบและน่าจดจำที่สุด ดังนั้นครั้งต่อไปเมื่อคุณกำลังทานสเต็กเนื้อ อย่าลืมจับคู่กับไวน์แดงดีๆ สักแก้วนะครับ หรือถ้ากำลังกินไก่ทอด ก็ลองหาเบียร์คราฟท์เย็นๆ ที่ใช่สักขวดมาจิบดู เพราะนั่นคือการเปิดประตูสู่ประสบการณ์ความอร่อยที่แท้จริงที่รอให้คุณมาค้นพบครับ





Leave a comment