คุณผู้อ่านครับ เคยไหมครับที่เดินเข้าร้านคราฟท์เบียร์แล้วรู้สึกว่ามันมากกว่าแค่การมาดื่มเบียร์? ผมคิดว่าการเดินเข้าไปในร้านคราฟท์เบียร์หนึ่งร้าน นอกจากจะเข้าไปดื่มเบียร์แล้ว มันคือประสบการณ์ มันคือบรรยากาศ และมันคือความรู้สึกที่เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่น่าจดจำ ผมเองเชื่อแบบนั้นครับ และหนึ่งในอีเวนต์ที่สามารถสร้างความรู้สึกนั้นได้อย่างยอดเยี่ยมก็คือ “เทศกาลเบียร์” อย่าง Oktoberfest นั่นเอง

เทศกาลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเบียร์ แต่มันคือการเฉลิมฉลองวิถีชีวิตแบบเยอรมันแท้ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขและมิตรภาพ แต่คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วร้านเราจะจัดงานแบบนี้ได้ยังไง? แล้วมันคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือเปล่า? คำตอบของผมคือ “คุ้มครับ” เพราะมันคือโอกาสทองที่คุณจะได้สร้างความแตกต่างจากร้านอื่นๆ และสร้างความประทับใจที่ไม่รู้ลืมให้กับลูกค้า
ว่าแต่ว่า… แล้วเราจะเริ่มต้นยังไงดีล่ะ?
Oktoberfest คืออะไร? ทำไมต้องจัด?

ก่อนอื่น ผมขอเล่าให้ฟังแบบย่อๆ ก่อนว่า Oktoberfest คืออะไรครับ? Oktoberfest หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ “เทศกาลเบียร์เดือนตุลา” คือเทศกาลพื้นบ้านที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของประเทศเยอรมนี มีต้นกำเนิดมาจากพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายลุดวิกที่ 1 กับเจ้าหญิงเทเรซาแห่งบาวาเรียในปี ค.ศ. 1810 จัดขึ้นที่เมืองมิวนิก โดยมีชาวเมืองเข้าร่วมงานฉลองพร้อมดื่มเบียร์และรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังไปทั่วโลกในทุกวันนี้

ปัจจุบัน Oktoberfest ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเยอรมนี แต่ได้กลายเป็นเทศกาลที่ผู้คนทั่วโลกต่างเฉลิมฉลองเพื่อสังสรรค์กันอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศของงานจะเต็มไปด้วยเบียร์, อาหารเยอรมัน, ดนตรีพื้นบ้าน และการแต่งกายแบบดั้งเดิมของชาวบาวาเรีย
ทีนี้มาถึงคำถามที่ว่า “ทำไมร้านของคุณถึงควรจัด?” การจัดงานตามธีมถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ทรงพลังมากครับ ลองคิดดูสิครับว่าในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังมองหากิจกรรมพิเศษ ร้านของคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น การจัด Oktoberfest ไม่ใช่แค่การขายเบียร์เพิ่ม แต่มันคือการสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นโอกาสที่จะดึงดูดลูกค้าใหม่ และที่สำคัญคือเป็นการตอบแทนลูกค้าประจำที่ให้การสนับสนุนเรามาตลอดครับ
การจัดงานตามธีมถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ทรงพลังมากครับ
ถ้าคุณพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำแล้ว เรามาดูหัวใจหลักของงานกันเลยครับ
การเลือกเบียร์สำหรับงาน Oktoberfest

แน่นอนว่าหัวใจหลักของงานนี้คือเบียร์ครับ การเลือกเบียร์ที่ถูกใจและเข้าถึงง่ายจะทำให้งานของคุณสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า เนื่องจากเทศกาลนี้เป็นเทศกาลของชาวเยอรมัน พระเอกหลักๆก็ต้องเป็นเบียร์เยอรมันครับ และ เบียร์ที่จะเสริฟในเทศกาลนี้คือเบียร์สไตล์ Marzen หรือ Oktoberfestbier ซึ่ง ร้านของท่านสามารถมีทางเลือกดังนี้ครับ
- ถ้าท่านเป็นโรงเบียร์ Microbrewery: นี่คือโอกาสทองของคุณครับ! คุณสามารถต้มเบียร์สไตล์ Märzen หรือ Oktoberfestbier ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเบียร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือสีอำพันทองแดง รสชาติมอลต์ที่โดดเด่น นุ่มนวล ดื่มง่าย และไม่ซับซ้อนจนเกินไป การทำเบียร์พิเศษสำหรับเทศกาลนี้จะสร้างความตื่นเต้นและทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ลิ้มลองสิ่งที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น เป็นแต้มต่อที่คุณมีเหนือร้านอื่นเลยครับ
- ถ้าท่านเป็นร้านเบียร์ธรรมดา (Taproom/ Craft Beer Bar): วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ ติดต่อผู้นำเข้าเบียร์เยอรมันครับ ลองสอบถามว่าปีนี้มีการนำเข้า Oktoberfestbier เข้ามาหรือไม่ ถ้าหากเขานำเข้ามาก็สามารถซื้อมาจำหน่ายที่ร้านได้เลย
- หรือถ้าท่านมีสายสัมพันธ์กับโรงเบียร์ท้องถิ่นขนาดเล็ก : ลองพูดคุยกันเพื่อทำโครงการ Collab ให้เขาต้มเบียร์มาจำหน่ายในงานเทศกาลที่ร้านของท่าน แบบนี้ก็เก๋ดีไปอีกแบบ (เหมือนตอนนี้กฎหมายบ้านเราจะอนุญาตให้โรงเบียร์ขนาดเล็กสามารถจำหน่ายเบียร์แบบ KEG ออกนอกโรงได้แล้ว หลังจากที่เมื่อก่อนทำไม่ได้)
และหลังจากที่เราได้เบียร์ Märzen หรือ Oktoberfestbier ที่เป็นพระเอกของเราแล้ว เราก็ควรจะมีเบียร์เยอรมันอีกสัก 3-4 แบบ เช่น Hefeweizen, German Pilsner, Dunkel และ Märzen จะช่วยให้ลูกค้าได้ลองรสชาติที่หลากหลายและสนุกไปกับงานได้เต็มที่ครับ ซึ่งนอกจากจะขายเป็นขวด เป็นแก้วแล้ว เรายังสามารถจัดเป็น Beer Flight เยอรมันที่รวมเบียร์แต่ละแบบเอาไว้ในแก้วขนาดย่อมๆแล้วเสริฟพร้อมกันได้อีกด้วย

เมื่อได้เบียร์ที่ใช่แล้ว เรามาดูกันต่อว่าอะไรที่จะทำให้ประสบการณ์นี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก
อาหารเยอรมัน: คู่หูที่ขาดไม่ได้ของเบียร์

เบียร์อร่อยๆ ต้องมาคู่กับอาหารเลิศรสครับ เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์แบบเยอรมันแท้ๆ ลองจัดเซ็ตเมนูพิเศษสำหรับงานนี้ดูสิครับ
- ขาหมูเยอรมัน (Schweinshaxe): เมนูนี้ขาดไม่ได้เลยครับ หนังกรอบๆ เนื้อนุ่มๆ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งและกะหล่ำปลีดอง (Sauerkraut) รสชาติเปรี้ยวอมหวานที่ช่วยตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี

- ไส้กรอกเยอรมัน (Bratwurst): จัดเซ็ตไส้กรอกรวมรสต่างๆ เสิร์ฟพร้อมมัสตาร์ดหลากหลายชนิด และขนมปังอบร้อนๆ

- เพรทเซล (Pretzel): ขนมปังชิ้นใหญ่โรยเกลือหยาบๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลนี้ เป็นเมนูทานเล่นที่เข้ากันกับเบียร์ที่สุดแล้วครับ (ปล.เพรทเซลของเยอรมัน ไม่เหมือนเพรทเซลของร้าน Auntie Anne’s นะครับ ^-^”)

นอกจากเบียร์และอาหารแล้ว บรรยากาศก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยนะครับ
สร้างบรรยากาศให้ฟีลเยอรมันแท้ๆ

บรรยากาศที่ดีคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับเทศกาลได้อย่างเต็มที่ครับ ลองใช้เทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ดูสิครับ
- การตกแต่งร้าน: ใช้ธีมสีประจำแคว้นบาวาเรียคือ สีขาว-ฟ้า ลายตารางข้าวหลามตัด ตกแต่งด้วยธง, ริบบิ้น หรือโคมไฟกระดาษ นอกจากนี้ การจัดโต๊ะยาวแบบ Communal Table (โต๊ะรวมยาวๆคล้ายในโรงอาหาร) ก็จะช่วยให้บรรยากาศเป็นกันเองและส่งเสริมให้ลูกค้าได้พูดคุยทำความรู้จักกันครับ




- ชุดพนักงาน: การให้พนักงานสวมชุดพื้นเมืองของชาวบาวาเรียอย่าง Dirndl (สำหรับผู้หญิง) และ Lederhosen (สำหรับผู้ชาย) จะช่วยสร้างสีสันและความสนุกสนานให้งานดูสมจริงขึ้น แต่ถ้าไม่อยากลงทุนเยอะ แค่ให้พนักงานทุกคนใส่ เสื้อเชิ้ตลายตารางขาว-ฟ้า ที่เข้ากัน หรือเพิ่มพร็อพอย่าง หมวกสไตล์บาวาเรีย ก็ดูดีและเข้าธีมแล้วครับ


- เสียงเพลงและจังหวะ: ดนตรีเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่สร้างบรรยากาศครับ ลองเปิดเพลง “Ein Prosit” เป็นเพลงหลักเพื่อใช้สำหรับชวนลูกค้าชนแก้วกันทุกๆ 15-20 นาที นอกจากนี้ เพลงที่เปิดก็ควรมีทั้งเพลงแนว “Oompah” แบบดั้งเดิมจากวงดนตรีเครื่องเป่า และเพลงป๊อปเยอรมันหรือสากลที่สนุกสนาน ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนไม่ว่าจะรู้จัก Oktoberfest มาก่อนหรือไม่ ก็สามารถสนุกไปกับงานได้ครับ
- ท่าเต้นสนุกๆ: ไม่ใช่แค่เพลงเท่านั้นครับที่สร้างความคึกคัก การเต้นก็สำคัญไม่แพ้กัน! ลองชวนลูกค้าเต้นท่าสนุกๆ ง่ายๆ อย่าง “Chicken Dance” ที่เป็นที่รู้จักกันดี หรือถ้าอยากเพิ่มความเป็นเยอรมันแท้ๆ เข้าไปอีก ลองเปิดเพลงแนว Polka ที่เป็นจังหวะสนุกสนาน ให้ลูกค้าได้จับคู่เต้นกันครับ ส่วนการเต้นแบบ Schuhplattler ที่เป็นการตบเข่าและตบรองเท้าตามจังหวะดนตรี อาจจะเหมาะกับการหาทีมเต้นมืออาชีพมาแสดงเป็นโชว์พิเศษมากกว่าให้ลูกค้าเต้นเองนะครับ
หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือการโปรโมทให้คนรู้จักงานของเรานั่นเองครับ
การตลาดและการโปรโมท: บอกเล่าเรื่องราวให้คนอยากมา

การสื่อสารที่ดีจะทำให้งานของคุณเป็นที่รู้จักและดึงดูดลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ ลองวางแผนตามนี้ดูสิครับ
- สัปดาห์ที่ 3-4 ก่อนงาน: เริ่มสร้างความตื่นเต้นบนโซเชียลมีเดีย โพสต์ภาพ Teaser หรือนับถอยหลังเพื่อสร้างความอยากรู้
- สัปดาห์ที่ 2 ก่อนงาน: ประกาศรายละเอียดของงานอย่างเป็นทางการ ทั้งเมนู, รายชื่อเบียร์, โปรโมชั่น และกิจกรรมพิเศษต่างๆ
- สัปดาห์สุดท้ายก่อนงาน: โพสต์ย้ำเตือนอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ลูกค้าจองโต๊ะล่วงหน้า
นอกจากนี้ การจัดโปรโมชั่นอย่าง “Oktoberfest Combo Set” หรือส่วนลดสำหรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่ก็จะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ได้ดีเลยครับ ส่วนลูกค้าประจำก็อาจจะมอบบัตรสะสมแต้มแบบคูณสองให้เป็นพิเศษครับ

สรุป
คุณผู้อ่านครับ การจัดงาน Oktoberfest เป็นมากกว่าแค่การขายเบียร์ แต่มันคือโอกาสที่จะสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้าอย่างแท้จริงครับ จากคู่มือฉบับนี้ ผมหวังว่าคุณจะได้ไอเดียและแรงบันดาลใจในการจัดงานที่ร้านของคุณให้โดดเด่นไม่เหมือนใคร
ถ้าคุณลองนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับใช้ ผมมั่นใจว่าร้านของคุณจะกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขและมิตรภาพ เหมือนกับเทศกาลในเยอรมนีเลยครับ หากคุณผู้อ่านอยากให้ผมเจาะลึกเรื่องไหนเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเบียร์สไตล์เยอรมันแต่ละชนิด หรือไอเดียเมนูอาหารเพิ่มเติม ก็บอกผมได้เลยนะครับ!
ขอขอบคุณ บทความของคุณ Khürt Williams ที่เขียนเรื่องราวบอกเล่าประสบการณ์ไปงาน Okterberfest ที่ Flounder Brewing นะครับ ทุกท่านสามารถอ่านเรื่องราวเต็มได้ที่ https://islandinthenet.com/oktoberfest/





Leave a comment