คุณผู้อ่านครับ ถ้าถามถึงเทศกาลเบียร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของหลายคนคงหนีไม่พ้น “Oktoberfest” ใช่ไหมล่ะครับ? แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า เทศกาลที่ดูเหมือนมีแต่เรื่องเบียร์ๆ แบบนี้ แท้จริงแล้วมันมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยนะ ไม่ใช่แค่การยกแก้วชนกันแล้วก็จบไป แต่เบื้องหลังความสนุกสนานสุดเหวี่ยงนั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวมันส์ๆ ที่บางเรื่องก็คาดไม่ถึงเลยล่ะครับ

ผมเองก็เคยคิดว่า Oktoberfest มันก็แค่เทศกาลเบียร์ธรรมดาๆ ที่จัดในเดือนตุลาคมแหละ แต่พอได้ไปหาข้อมูลดูเท่านั้นแหละครับ ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะมันมีเรื่องราวแปลกๆ น่าทึ่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เกี่ยวกับเบียร์เลยสักนิด พนักงานเสิร์ฟที่เหมือนมีพลังพิเศษ หรือแม้แต่กฎแปลกๆ ที่ทำให้คุณต้องมีที่นั่งก่อนถึงจะได้ดื่มเบียร์! งงใช่ไหมครับ? ผมก็งง! แต่ถ้าคุณผู้อ่านพร้อมแล้วละก็…มาดูกันดีกว่าครับว่า 12 เรื่อง(ไม่)ลับเกี่ยวกับ Oktoberfest ที่ผมรวบรวมมาให้ จะทำให้คุณมองเทศกาลนี้เปลี่ยนไปตลอดกาลได้จริงหรือเปล่า


เรื่องที่ 1 งาน Oktoberfest มีจุดเริ่มต้นจากงานแต่งงาน

ภาพ King Ludwig I and Therese, founders of Oktoberfest, by Pete MorrisCC BY-NC-SA 2.0

คุณผู้อ่านครับ ใครจะไปเชื่อว่าเทศกาลเบียร์ระดับโลกอย่าง Oktoberfest จะเริ่มต้นจากเรื่องสุดแสนจะโรแมนติก! ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1810 เจ้าชายลุดวิกแห่งบาวาเรีย ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงเทเรเซแห่งแซกซ์-ฮิลด์บวร์กเฮาเซิน (Therese of Saxe-Hildburghausen) เพื่อเฉลิมฉลองการแต่งงานนี้ งานเลี้ยงได้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลา 5 วันเต็มๆ ซึ่งรวมถึงการจัดแข่งม้าและงานเลี้ยงฉลองในทุ่งหญ้าบริเวณนอกเมือง ซึ่งปัจจุบันคือสถานที่จัดงานนั่นเองครับ ที่สำคัญคือชาวเมืองมิวนิกได้รับเชิญให้มาร่วมงานด้วย! จากงานเลี้ยงสังสรรค์ในวันวิวาห์ ก็เลยกลายเป็นประเพณีประจำปีที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 200 ปีครับ จนทุกวันนี้พื้นที่จัดงานก็ยังใช้ชื่อว่า “Theresienwiese” หรือ “ทุ่งของเทเรซา” ตามชื่อเจ้าหญิงเลยนะ

แต่ถ้าคุณผู้อ่านสังเกตชื่อเทศกาลดีๆ จะพบความจริงที่ชวนสับสนอีกเรื่องหนึ่งครับ


เรื่องที่ 2 ชื่อเทศกาลเดือนตุลาคม (Oktoberfest) แต่ส่วนใหญ่จัดในเดือนกันยายน!

เทศกาลที่ชื่อ “เทศกาลเดือนตุลาคม” (Oktoberfest) แต่กลับจัดขึ้นส่วนใหญ่ในเดือนกันยายน! นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดจากเหตุผลสุดแสนจะเรียบง่ายครับ! ก็เพราะว่าอากาศที่มิวนิกในเดือนตุลาคมมันเริ่มหนาวและมีฝนตกชุกแล้ว การเลื่อนงานให้เร็วขึ้นมาอยู่ในช่วงอากาศดีๆ ของเดือนกันยายนแทน ก็ทำให้ผู้คนสามารถออกมาเฉลิมฉลองกลางแจ้งได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวลมหนาวหรือฝนตก อากาศดีๆ แบบนี้ เบียร์จะได้ไหลลื่น ไม่มีสะดุดยังไงล่ะครับ


เรื่องที่ 3 งานใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 92 สนาม!

ภาพถ่ายทางอากาศพื้นที่ Theresienwiese ที่จัดงาน Oktoberfest, Wikipedia.org, CC BY-SA 2.5

Oktoberfest จัดขึ้นบนพื้นที่ที่เรียกว่า Theresienwiese ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมากถึง 420,000 ตารางเมตร! ถ้าคุณเป็นแฟนฟุตบอล ลองจินตนาการถึงเทศกาลที่ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 92 สนามรวมกันดูสิครับ! พื้นที่ขนาดมหึมานี้ถูกใช้เพื่อตั้งเต็นท์เบียร์ขนาดใหญ่หลายหลัง, สวนสนุก, และพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย


เรื่องที่ 4 ปริมาณเบียร์ที่น่าตกใจ!

ในแต่ละปี มีการบริโภคเบียร์ใน Oktoberfest มากกว่า 7.7 ล้านลิตร! คิดง่ายๆ คือเท่ากับปริมาณเบียร์ที่คนไทยดื่มได้ทั้งประเทศในเวลา 1-2 เดือนเลยทีเดียว! และเพื่อตอบสนองความต้องการเบียร์จำนวนมหาศาลนี้ โรงเบียร์ทั้ง 6 แห่งของมิวนิกจึงต้องเริ่มการผลิตและบ่มเบียร์ชนิดพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะล่วงหน้าเป็นเวลานาน


เรื่องที่ 5 เบียร์ในงานนี้มันมีกฎเหล็ก!

6 โรงเบียร์ในเมืองมิวนิกที่เสริฟเบียร์ในงาน Oktoberfest

ถ้าคุณผู้อ่านอยากจะดื่มเบียร์ในงาน Oktoberfest บอกเลยว่ามันไม่ใช่เบียร์อะไรก็ได้นะครับ! เบียร์ที่ได้รับอนุญาตให้เสิร์ฟในเทศกาลจะต้องมาจาก 6 โรงเบียร์ดั้งเดิมที่อยู่ในเมืองมิวนิกเท่านั้น ได้แก่ Augustiner-Bräu, Hacker-Pschorr, Hofbräu, Löwenbräu, Paulaner, และ Spaten แต่ละโรงเบียร์ก็จะมีเต็นท์เบียร์ขนาดใหญ่เป็นของตัวเอง และจะขายแต่ยี่ห้อของตัวเองเท่านั้น! นอกจากนี้เบียร์ทุกชนิดยังต้องเป็นไปตามกฎหมาย “Reinheitsgebot” หรือ “กฎความบริสุทธิ์ของเบียร์” ที่กำหนดให้เบียร์มีส่วนผสมได้แค่ น้ำ มอลต์ และฮอปส์ เท่านั้น!


เรื่องที่ 6 แก้วยักษ์ประจำงาน Oktoberfest!

By Martin Ortmann – Own work, Wikimedia, CC BY-SA 2.5

คุณผู้อ่านครับ ถ้าให้ผมนึกถึงภาพของ Oktoberfest ภาพแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือแก้วเบียร์ขนาดยักษ์ที่คนถือกันเต็มไปหมดใช่ไหมครับ? แก้วเบียร์ที่เราเห็นกันจนชินตานี้มันไม่ใช่แก้วธรรมดาๆ นะครับ แต่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Maß” (มาส) ซึ่งเป็นหน่วยวัดเบียร์โบราณของเยอรมนีที่มีปริมาตรเท่ากับ 1 ลิตร เป๊ะๆ เลยครับ เจ้าแก้วยักษ์ใบนี้แหละครับที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานนี้เลยก็ว่าได้!

เจ้าแก้ว “Maß” นี้ไม่ได้มีไว้แค่ดื่มเบียร์ให้จุใจเท่านั้นนะครับ แต่มันถูกออกแบบมาให้แข็งแรงทนทานพอที่จะรองรับแรงกระแทกจากการ “ชนแก้ว” หรือ “Prost!” (อ่านว่า พร็อสท์) ได้อย่างสบายๆ เลยครับ ซึ่งการชนแก้วกันแบบจัดเต็มก็เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่สำคัญของงานนี้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าแก้วจะแตกหรอกครับ ชนกันได้เต็มที่เลย! และด้วยขนาดที่ใหญ่โตถึง 1 ลิตร เจ้าแก้วนี้จึงเป็นที่มาของสถิติสุดทึ่งของพนักงานเสิร์ฟที่สามารถยกแก้ว “Maß” ได้พร้อมกันถึง 10-12 ใบในคราวเดียว ซึ่งเป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงครับ


เรื่องที่ 7 ซูเปอร์ฮีโร่สาวนักยกเบียร์

พนักงานเสริฟเบียร์ในงาน Oktoberfest, heute.at, CC BY 4.0

ถ้าคุณผู้อ่านได้ไปงาน Oktoberfest ภาพที่คุณจะเห็นจนชินตาและน่าทึ่งที่สุดอย่างหนึ่งก็คือภาพของ “พนักงานเสิร์ฟสาว” หรือที่เรียกกันว่า “Beer-maid” ที่สามารถยกและแบกแก้วเบียร์จำนวนมหาศาลเพื่อไปเสิร์ฟให้ลูกค้าในเต็นท์ขนาดใหญ่ได้ในคราวเดียว! พนักงานเสิร์ฟบางคนสามารถยกแก้วเบียร์ได้พร้อมกันมากถึง 10-12 แก้ว ซึ่งแก้ว “Maß” เปล่าๆ เนี่ยหนักถึง 1.3 กิโลกรัม แล้วพอรวมกับเบียร์อีก 1 ลิตร แต่ละแก้วก็หนักเกือบ 2.3 กิโลกรัมเลยนะครับ! ลองคิดดูสิว่าการยกเบียร์ 10 แก้วพร้อมกันก็เท่ากับแบกน้ำหนักกว่า 23 กิโลกรัม! นี่มันเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ดีๆ นี่เอง

ยกตัวอย่างน้องพนักงานในคลิป ยกไป 14 แก้ว !!!


เรื่องที่ 8 กฎแปลกๆ ที่ว่า “ไม่มีที่นั่ง ไม่มีเบียร์”

Photo by Usien, Wikimedia.org, CC BY-SA 2.5

คุณผู้อ่านครับ ถ้าคุณไปถึงงานแล้วอยากจะดื่มเบียร์ใจจะขาด แต่ดันหาที่นั่งในเต็นท์ไม่ได้ คุณอาจจะไม่ได้ดื่มเบียร์นั้น! เพราะตามกฎของงาน หากไม่มีที่นั่งในเต็นท์แล้ว คุณก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้สั่งเบียร์! กฎนี้ฟังดูแปลกๆ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นกฎเหล็กของเทศกาลนี้เลยนะครับ เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อความปลอดภัยและเพื่อจัดการกับฝูงชนจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในเต็นท์เบียร์แต่ละหลัง

ลองจินตนาการดูสิครับว่าในเต็นท์เบียร์ขนาดใหญ่ที่จุคนได้เป็นหมื่นคน ถ้าทุกคนสามารถสั่งเบียร์แล้วยืนดื่มตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ งานก็จะโกลาหลวุ่นวายแน่นอนครับ การสัญจรภายในเต็นท์ก็จะทำได้ยาก พนักงานเสิร์ฟที่ต้องแบกแก้วเบียร์หนักๆ ก็จะเดินไม่ได้ แถมยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุด้วย การกำหนดให้ทุกคนต้องนั่งกับที่ก่อนถึงจะสั่งเบียร์ได้จึงเป็นวิธีที่ฉลาดมากครับ มันช่วยให้การบริการเป็นไปอย่างราบรื่น ผู้คนสามารถเข้าออกได้อย่างปลอดภัย และช่วยให้บรรยากาศภายในเต็นท์มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น ดังนั้นถ้าจะไปงานนี้ก็ต้องวางแผนดีๆ นะครับ ไปถึงเร็วหน่อยเพื่อจับจองที่นั่งให้ได้ก่อน แล้วเบียร์จะตามมาเอง!


เรื่องที่ 9 ชุดประจำชาติที่ขาดไม่ได้

ชุดสำหรับผู้หญิงเรียก Dirndl Dress, ภาพโดย Alessandra NöltingCC BY-SA 2.0

ถ้าคุณผู้อ่านได้ไปเดินงาน Oktoberfest คุณจะเห็นผู้คนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองกันอย่างคับคั่งเลยครับ ซึ่งชุดเหล่านี้ก็คือ “Lederhosen” (เล-เดอร์-โฮ-เซิน) กางเกงหนังสุดเท่สำหรับผู้ชาย และ “Dirndl” (เดิร์นเดิล) ชุดกระโปรงน่ารักๆ สำหรับผู้หญิงนั่นเอง ชุดเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่นสำหรับใส่ไปงานนะครับ แต่มันคือการแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมบาวาเรีย และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานเลยก็ว่าได้

ชุดสำหรับผู้ชายเรียก Lederhosen, ภาพจาก Wikimedia.org

แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือชุด “Dirndl” มีภาษาลับซ่อนอยู่ด้วยครับ! อย่างที่บอกไปว่าถ้าโบว์ผ้ากันเปื้อนที่ผูกอยู่ด้านซ้ายของหญิงสาว แปลว่าเธอยังโสด พร้อมเปิดรับเพื่อนใหม่! แต่ถ้าผูกอยู่ด้านขวาเมื่อไหร่ นั่นแปลว่าเธอมีเจ้าของแล้ว หรือแต่งงานแล้วนั่นเองครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่ยังเป็นการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดที่รู้กันในหมู่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย ถือเป็นเกร็ดสนุกๆ ที่ทำให้การไปงานเทศกาลนี้มีสีสันและน่าค้นหาขึ้นเยอะเลยครับ

ความหมายในการผูกผ้ากันเปื้อน

เรื่องที่ 10 เสียงปืนดัง…ได้เวลาออกสตาร์ท (เบียร์)!

นายกเทศมนตรี Dieter Reiter ตอกแท็ปในปี 2017, โดย Michael Lucan , Wikimedia.org, CC BY-SA 3.0 de

เทศกาลเบียร์ระดับโลกอย่าง Oktoberfest ไม่ได้เริ่มต้นแบบเงียบๆ นะครับ แต่เริ่มต้นแบบยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานระดับโลกเลยทีเดียว! ทุกปี เทศกาลจะถูกเปิดอย่างเป็นทางการด้วยพิธีที่เรียกว่า “O’zapft is!” (โอ-ซาปฟท์-อิส) ซึ่งแปลว่า “แตะเบียร์เรียบร้อยแล้ว!” โดยนายกเทศมนตรีของเมืองมิวนิกจะเป็นผู้เคาะก๊อกไม้ลงบนถังเบียร์ถังแรกอย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

พิธีนี้ถูกจัดขึ้นในเต็นท์ Schottenhamel ซึ่งเป็นเต็นท์ที่เก่าแก่ที่สุดในงาน โดยมีบรรดาผู้แทนจากโรงเบียร์ต่างๆ และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยานกันอย่างคับคั่ง บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงเชียร์กึกก้องไปทั่วทั้งเต็นท์ เพราะทันทีที่นายกเทศมนตรีเคาะก๊อกเบียร์จนน้ำเบียร์ไหลออกมา เสียงปืนสลุต (ปืนใหญ่) จำนวน 12 นัดก็จะถูกยิงขึ้นฟ้า เพื่อเป็นสัญญาณให้เต็นท์เบียร์ทุกแห่งในงานรู้ว่าตอนนี้เบียร์พร้อมเสิร์ฟแล้วทั่วทั้งงาน! พิธีนี้ไม่ได้เป็นแค่การเปิดงานเฉยๆ นะครับ แต่ยังเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มารอดูและร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมๆ กันเลยทีเดียว ถือเป็นธรรมเนียมที่แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่และมีเสน่ห์ของงานนี้ได้อย่างดีเลยครับ

หน้าเตนท์ Schottenhamel, โดย Andreas Steinhoff, Wikimedia.org

เรื่องที่ 11 “Märzen” เบียร์ประจำเทศกาลที่ไม่ได้มาเล่นๆ

เบียร์ Märzen, ภาพโดย Ich, Wikimedia.org, CC0 1.0

เบียร์ที่ใช้เสิร์ฟใน Oktoberfest ไม่ใช่เบียร์อะไรก็ได้นะครับ แต่เป็นเบียร์ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างเข้มงวด โดยจะต้องเป็นเบียร์สไตล์ “Märzen” (อ่านว่า มาร์เซ่น) ซึ่งเป็น Lager ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และถูกผลิตขึ้นมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะครับ ชื่อ “Märzen” มาจากคำว่า “März” ในภาษาเยอรมันที่แปลว่า “มีนาคม” นั่นก็เพราะตามธรรมเนียมดั้งเดิมแล้ว เบียร์ชนิดนี้จะถูกต้มและหมักในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนที่สภาพอากาศจะเริ่มร้อนจนไม่เหมาะกับการหมักเบียร์ครับ

พอผลิตเสร็จแล้ว เบียร์ “Märzen” จะถูกนำไปบ่ม (lagering) ไว้ในถ้ำเย็นๆ ตลอดช่วงฤดูร้อน เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มนวล กลมกล่อม และมีสีอำพันที่สวยงาม เมื่อถึงเดือนกันยายนซึ่งเป็นช่วงเวลาของงาน Oktoberfest เบียร์เหล่านี้ก็จะ “ตื่น” ขึ้นมา พร้อมเสิร์ฟความสดชื่นให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน และด้วยความที่ต้องผ่านกระบวนการหมักและบ่มมาอย่างยาวนาน ทำให้ “Märzen” มีความพิเศษไม่เหมือนเบียร์ Lager ทั่วไป และกลายเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลนี้ไปโดยปริยายครับ


เรื่องที่ 12 Oktoberfest ไม่ได้มีแค่เบียร์ แต่มีสวนสนุกขนาดใหญ่!

หนึ่งในเครื่องเล่นในงาน Oktoberfest, ภาพโดย Richard Bartz, Wikimedia.org, CC BY-SA 2.5

นอกเหนือจากการชนแก้วเบียร์กันอย่างเมามันในเต็นท์ขนาดมหึมาแล้ว Oktoberfest ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ นั่นก็คือสวนสนุกขนาดใหญ่ที่อลังการไม่แพ้กันเลยครับ! สวนสนุกแห่งนี้เป็นหนึ่งในสวนสนุกชั่วคราวที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และถูกนำมาตั้งไว้บนพื้นที่ Theresienwiese ตลอดช่วงเวลาของเทศกาล

คุณผู้อ่านจะได้พบกับเครื่องเล่นสุดหวาดเสียวมากมาย ตั้งแต่รถไฟเหาะตีลังกาที่เร็วและสูงจนอะดรีนาลีนพุ่งพล่าน ไปจนถึงเครื่องเล่นหมุนๆ ที่ทำเอาหลายคนมึนหัวกันเป็นแถบๆ นอกจากเครื่องเล่นแล้วยังมีซุ้มเกมต่างๆ ให้ได้ทดสอบฝีมืออีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืนลม ปาเป้า หรือการโยนห่วง และที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือสวนสนุกแห่งนี้เคยเป็นฉากถ่ายทำหนังตลกหลายเรื่องเลยทีเดียวครับ เรียกได้ว่าใครที่พาครอบครัวมาเที่ยวงานนี้ ก็รับรองว่ามีกิจกรรมสนุกๆ ให้ทำกันได้ทั้งวัน ไม่ได้มีแค่การดื่มเบียร์อย่างเดียวแน่นอน!


สรุปให้จบแบบง่ายๆ

เป็นยังไงบ้างครับสำหรับ 12 เรื่อง(ไม่)ลับที่ผมเอามาฝาก ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะครับว่าเบื้องหลังของเทศกาลสุดยิ่งใหญ่แห่งนี้จะมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่มากมายขนาดนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากความรักที่กลายเป็นตำนาน ไปจนถึงกฎแปลกๆ และพลังอันน่าทึ่งของพนักงานเสิร์ฟที่เหมือนกับซูเปอร์ฮีโร่ ผมหวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณผู้อ่านจะมอง Oktoberfest ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และถ้ามีโอกาสได้ไปเยือนเทศกาลนี้ด้วยตัวเอง ก็อย่าลืมเอาเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ไปอวดเพื่อนๆ นะครับ รับรองว่าบทสนทนาบนโต๊ะเบียร์จะต้องสนุกขึ้นอีกหลายเท่าตัวแน่นอน!

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ มีเรื่องราวเกี่ยวกับเบียร์หรือเทศกาลอะไรที่อยากให้ผมเล่าให้ฟังอีกไหม? บอกมาได้เลยนะครับ!

Leave a comment

เทรนดิ้ง