สวัสดีครับคุณผู้อ่าน ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือการยืนอยู่หน้าร้านคราฟท์เบียร์ที่เต็มไปด้วยเมนูเบียร์มากมายนับไม่ถ้วน แล้วเกิดอาการ “งง” ไม่รู้จะเลือกอะไรดีใช่ไหมครับ? หรืออาจจะเคยลองสั่งเบียร์สักแก้วเพราะเห็นชื่อเท่ๆ แต่พอได้ชิมเข้าไปแล้วกลับพบว่า… “มันไม่ใช่อะ!”
ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยครับ เพราะโลกของคราฟท์เบียร์มันกว้างใหญ่และมีอะไรให้ค้นหาเยอะมากจนบางทีก็ทำให้เราท้อแท้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ! เพราะวันนี้ผมมีเทคนิคดีๆ ที่กลั่นกรองมาแล้วอย่างง่ายที่สุดสำหรับนักดื่มมือใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้คุณผู้อ่านสามารถสนุกกับการผจญภัยในโลกของคราฟท์เบียร์ได้แบบไม่หลงทางอีกต่อไป แล้วเทคนิคเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ
แนวทางที่ 1 เริ่มต้นจาก “สิ่งที่คุ้นเคย”

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะทำความรู้จักกับคนที่ไม่คุ้นเคย การเริ่มต้นจากสิ่งที่คล้ายคลึงกันจะทำให้เราสบายใจขึ้นใช่ไหมครับ? การเลือกเบียร์ก็เช่นกัน หากคุณยังไม่แน่ใจว่าจะชอบรสชาติแบบไหน ลองมองหาเบียร์ที่มีคาแรกเตอร์ใกล้เคียงกับเบียร์ที่คุณเคยดื่มเป็นประจำก่อนสิครับ
- ถ้าปกติคุณชอบเบียร์ทั่วไป (Lager) ที่มีรสชาติสะอาด สดชื่น ดื่มง่าย ลองมองหาเบียร์สไตล์ Pilsner หรือ Helles Lager ดูครับ เบียร์เหล่านี้มีรสชาติที่ใกล้เคียงกัน แต่จะมีความซับซ้อนของกลิ่นมอลต์ที่หอมหวาน หรือความขมของฮอปส์ที่ชัดเจนกว่า ทำให้ได้สัมผัสที่น่าสนใจแต่ยังคงดื่มง่ายอยู่ครับ
- ถ้าคุณชอบเครื่องดื่มที่มีรสชาติผลไม้ ลองเปิดใจให้กับ Wheat Beer (Weizen) ที่มีกลิ่นหอมของกล้วยและกานพลูอันเป็นเอกลักษณ์ หรือลอง Fruited Sour ที่มีรสเปรี้ยวอมหวานจากผลไม้ต่างๆ เช่น ราสเบอร์รี เสาวรส หรือมะม่วงดูครับ รับรองว่าสดชื่นจนวางไม่ลงเลยทีเดียว
- ถ้าชอบรสชาติที่เข้มข้น ดุดัน และซับซ้อน ลองมองหา Stout หรือ Porter ที่ให้รสชาติเข้มข้นจากมอลต์คั่วจนมีกลิ่นอายของกาแฟและช็อกโกแลต
- หรือถ้าคุณชอบความขมแบบจัดเต็ม ก็ต้องลอง IPA ที่เป็นสไตล์ยอดนิยมและเน้นความขมจากฮอปส์แบบเต็มๆ ครับ
เมื่อคุณเจอเบียร์ที่ชอบแล้ว ก็จะง่ายขึ้นที่จะค่อยๆ ขยับไปลองเบียร์สไตล์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบเลยครับ
แล้วนอกจากสไตล์เบียร์แล้ว การอ่านฉลากก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจเบียร์ได้มากขึ้นครับ ซึ่งค่าที่สำคัญสองอย่างที่คุณควรมองหาก็คือค่า IBU และ ABV นี่แหละครับ
แนวทางที่ 2 ดูที่ IBU และ ABV

ถ้าคุณเห็นตัวเลข IBU และ ABV อยู่บนเมนูแล้วยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ผมจะอธิบายให้ง่ายๆ ครับว่าค่าเหล่านี้เปรียบเสมือนป้ายบอกทางที่จะช่วยให้คุณประเมินรสชาติเบื้องต้นของเบียร์ได้ก่อนที่จะตัดสินใจสั่งจริง
- IBU (International Bitterness Unit) คือหน่วยวัดความขมของเบียร์ครับ ยิ่งตัวเลขสูง เบียร์ก็จะยิ่งขมมาก
- IBU ต่ำ (10-25): เบียร์จะมีความขมไม่มาก ดื่มง่าย เช่น Lager, Wheat Beer หรือเบียร์สไตล์ผลไม้
- IBU สูง (40+): เบียร์จะมีความขมที่ชัดเจนและโดดเด่น เช่น IPA (India Pale Ale) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความขมของฮอปส์
- ABV (Alcohol by Volume) คือปริมาณแอลกอฮอล์ในเบียร์ ยิ่ง ABV สูง เบียร์ก็จะยิ่งมีรสชาติที่หนักแน่นและเข้มข้นขึ้นครับ
- ABV ต่ำ (3-5%): เบียร์จะดื่มง่ายและไม่หนักจนเกินไป เหมาะกับการดื่มได้เรื่อยๆ
- ABV สูง (7% ขึ้นไป): เบียร์จะมีรสชาติที่ซับซ้อน มีความอุ่นๆ จากแอลกอฮอล์ เช่น Imperial Stout หรือ Barleywine
การดูค่าเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเบียร์แก้วนั้นจะถูกใจคุณหรือไม่ครับ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะสั่งอะไรดี ผมมีอีกหนึ่งตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมมากๆ มาแนะนำครับ
แนวทางที่ 3 ถาม Beertender

อย่าลังเลที่จะพูดคุยกับเบียร์เทนเดอร์หรือพนักงานในร้านครับ เพราะพวกเขาคือขุมทรัพย์ทางความรู้ด้านคราฟท์เบียร์ตัวจริง และยินดีที่จะให้คำแนะนำคุณเสมอครับ
- เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ: “ผมไม่เคยดื่มคราฟท์เบียร์เลย มีตัวไหนแนะนำบ้างครับที่ดื่มง่ายๆ?”
- บอกสไตล์ที่ชอบ: “ผมชอบเบียร์ที่ดื่มง่าย ไม่ขมมาก มีตัวไหนที่ใกล้เคียงกับเบียร์ข้าวสาลีบ้างครับ?”
- ขอชิมตัวอย่าง (Taster): ร้านคราฟท์เบียร์ส่วนใหญ่อนุญาตให้ชิมเบียร์ได้เล็กน้อยก่อนสั่งจริงครับ! ขั้นตอนนี้สำคัญมากและควรใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อที่คุณจะได้มั่นใจว่ารสชาติถูกใจแน่นอน
เกร็ดน่ารู้ : สำหรับวงการเบียร์เราเรียกผู้แนะนำเบียร์หน้าบาร์ว่า เบียร์เทนเดอร์ มาจากคำว่าเบียร์ + บาร์เทนเดอร์ ครับ
และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะลองเบียร์หลายๆ แบบในคราวเดียว เพื่อค้นหาสไตล์ที่ใช่ให้เร็วที่สุด ผมขอแนะนำตัวเลือกสุดท้ายนี้เลยครับ
แนวทางที่ 4 สั่ง “เบียร์ Flights”

ถ้าคุณอยากลองเบียร์หลายสไตล์ในครั้งเดียว การสั่ง “เบียร์ Flights” เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ ซึ่งเป็นการเสิร์ฟเบียร์ 3-4 ชนิดในแก้วขนาดเล็ก ทำให้คุณได้ลองเบียร์หลากหลายในปริมาณที่พอดีโดยไม่ต้องสั่งแก้วใหญ่ครับ นอกจากจะช่วยให้คุณค้นพบสไตล์ที่ชอบได้เร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เปรียบเทียบรสชาติและกลิ่นของเบียร์แต่ละชนิดไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
สรุป
เป็นยังไงบ้างครับสำหรับ 4 เทคนิคการเลือกดื่มคราฟท์เบียร์สำหรับมือใหม่ที่ผมเอามาฝาก? ผมเชื่อว่าการใช้ 4 เทคนิคนี้จะทำให้คุณสนุกกับการเลือกเบียร์มากขึ้น และเปลี่ยนการดื่มคราฟท์เบียร์ในแต่ละครั้งให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นครับ เพราะโลกของคราฟท์เบียร์ไม่ได้มีไว้แค่ดื่มครับ แต่มีไว้ให้เราได้เรียนรู้และค้นพบรสชาติใหม่ๆ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ… พร้อมที่จะออกเดินทางผจญภัยไปในโลกของคราฟท์เบียร์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายแล้วหรือยัง? ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในครั้งต่อไปดูนะครับ และอย่าลืมมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังบ้างนะครับ!





Leave a comment