คุณผู้อ่านครับ คุณเคยยืนอยู่หน้าตู้แช่คราฟท์เบียร์ที่เรียงรายกันเป็นสิบๆ ยี่ห้อ แล้วรู้สึกสับสนว่าจะเลือกแก้วไหนดีไหมครับ? หรือเคยสงสัยไหมว่าทำไมเบียร์แก้วนั้นถึงมีกลิ่นเหมือนกาแฟ ส่วนอีกแก้วกลับมีกลิ่นหอมเหมือนผลไม้? ถ้าคำตอบคือ “ใช่” บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคุณผู้อ่านโดยเฉพาะเลยครับ เพราะผมเชื่อว่าการทำความเข้าใจ “สไตล์เบียร์” ก็เหมือนกับการได้แผนที่นำทางสู่โลกอันแสนกว้างใหญ่ของคราฟท์เบียร์ ที่จะทำให้คุณได้ค้นพบแก้วที่ใช่สำหรับตัวเอง และได้ลิ้มรสความพิเศษของเบียร์แต่ละชนิดได้อย่างแท้จริง
สไตล์เบียร์คืออะไร? ทำไมเราถึงควรรู้จักมัน
ถ้าจะให้พูดแบบง่ายๆ “สไตล์เบียร์” ก็เหมือนเป็นหมวดหมู่ที่ใช้แบ่งประเภทของเบียร์แต่ละชนิดนั่นแหละครับ มันช่วยให้เราเข้าใจเบียร์แต่ละแก้วได้ทันทีว่ามันมีลักษณะเฉพาะอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสี กลิ่น รสชาติ วัตถุดิบ ไปจนถึงวิธีการหมัก และต้นกำเนิดของมันเลยครับ ลองนึกภาพตามนะครับว่าถ้าเราเข้าไปในร้านขายไวน์ เราก็จะเลือกจาก ไวน์แดง ไวน์ขาว หรือแชมเปญ ได้อย่างง่ายดายใช่ไหมครับ? โลกของเบียร์ก็เช่นกัน

สไตล์เบียร์แต่ละประเภทนั้นถูกแบ่งตามปัจจัยต่างๆ ที่นักต้มเบียร์ใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ
- สี (Color): สีของเบียร์บอกอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดครับ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนๆ ที่ใสสะอาดของเบียร์ลาเกอร์ ไปจนถึงสีดำเข้มข้นเหมือนกาแฟของเบียร์สเตาต์ ซึ่งสีเหล่านี้ก็มาจากชนิดของมอลต์ที่เราใช้ครับ ค่ามาตรฐานที่ใช้ในการระบุสีเราเรียกมันว่า SRM ครับ
- ความขม (Bitterness): เราสามารถวัดความขมของเบียร์ได้ด้วยหน่วยที่เรียกว่า IBU (International Bitterness Unit) ซึ่งค่า IBU ที่สูงขึ้นก็หมายถึงความขมที่มากขึ้นนั่นเองครับ
- ปริมาณแอลกอฮอล์ (ABV): นี่คือตัวเลขที่บอกว่าเบียร์แก้วนั้นมีแอลกอฮอล์เข้มข้นแค่ไหน ซึ่งมีตั้งแต่เบียร์ที่ดื่มได้ง่ายๆ อย่าง Session IPA ไปจนถึงเบียร์ที่แรงจัดจ้านอย่าง Imperial Stout
- ส่วนผสม (Ingredients): การเลือกใช้วัตถุดิบต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญครับ เช่นถ้าใช้มอลต์ข้าวสาลี (Wheat Malt) ก็จะทำให้เบียร์มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป
แต่ถ้าจะให้แบ่งประเภทที่สำคัญที่สุดจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้น “ยีสต์” ครับ เพราะยีสต์คือตัวแบ่งเบียร์ออกเป็น 2 ตระกูลหลักๆ นั่นก็คือ เบียร์ประเภทเอล (Ale) ที่หมักในอุณหภูมิสูงและให้กลิ่นที่ซับซ้อน กับ เบียร์ประเภทลาเกอร์ (Lager) ที่หมักในอุณหภูมิต่ำและให้รสชาติที่สะอาด ดื่มง่าย
การทำความเข้าใจสไตล์เบียร์เหล่านี้จะช่วยให้คุณผู้อ่านสามารถเลือกเบียร์ที่ถูกใจได้ง่ายขึ้นมากเลยครับ และเมื่อคุณรู้แล้วว่ามีสไตล์ไหนบ้าง ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่าถ้าอยากจะเริ่มต้นสำรวจโลกคราฟท์เบียร์ ควรจะเริ่มจาก 5 สไตล์ยอดนิยมอะไรดี

5 สไตล์เบียร์ยอดนิยมที่มือใหม่หัดดื่มไม่ควรพลาด
ผมได้คัดมาให้แล้วกับ 5 สไตล์เบียร์ที่ดื่มง่ายและสามารถหาได้ทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้คุณผู้อ่านเห็นภาพรวมของโลกเบียร์ได้ชัดเจนขึ้น
1. Pilsner (พิลส์เนอร์): เบียร์ที่ทำให้คุณตกหลุมรักความใสและสดชื่น

ถ้าคุณเป็นมือใหม่ที่ชอบเบียร์รสชาติเบาๆ ดื่มง่าย และสดชื่น Pilsner คือตัวเลือกที่เหมาะที่สุดครับ เบียร์สไตล์นี้เป็นลาเกอร์สีทองใส มีฟองที่ละเอียดสวยงาม และรสชาติที่สมดุลระหว่างความหวานของมอลต์และความขมของฮอปส์ที่พอดีๆ ดื่มแล้วรู้สึกสะอาด สดชื่นมากๆ
เกร็ดน่ารู้: Pilsner ถือกำเนิดขึ้นในประเทศเช็กเกือบ 200 ปีก่อน และในสมัยนั้นเบียร์ส่วนใหญ่ในยุโรปจะมีสีเข้ม แต่ Pilsner ได้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนด้วยสีทองใสจนแทบจะมองทะลุได้ และกลายเป็นต้นแบบของเบียร์ลาเกอร์ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันครับ
2. Wheat Beer / Weizen (เบียร์ข้าวสาลี / ไวเซ่น): เบียร์ที่มาพร้อมกลิ่นหอมกล้วยและกานพลู

ถ้าคุณเป็นคนชอบเบียร์ที่มีกลิ่นหอมของผลไม้และไม่เน้นความขมมากนัก Wheat Beer หรือที่ชาวเยอรมันเรียกว่า Weizen จะเป็นสไตล์ที่คุณจะต้องถูกใจครับ เบียร์ชนิดนี้ใช้มอลต์ข้าวสาลีเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้มีสีขุ่นๆ และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือกลิ่นหอมคล้ายกล้วยและกานพลูที่มาจากยีสต์เฉพาะตัว รสชาติจะนุ่มนวลและดื่มง่ายมากๆ
เกร็ดน่ารู้: ตามธรรมเนียมการดื่มของชาวเยอรมัน เขาจะใช้วิธี Swirl หรือการแกว่งขวดเบียร์เบาๆ ก่อนรินส่วนที่เหลือลงแก้ว เพื่อให้ตะกอนยีสต์ที่ก้นขวดผสมเข้ากับเบียร์ ทำให้ได้รสชาติที่นุ่มนวลและกลิ่นที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
ยกระดับความซับซ้อนของรสชาติ
เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยกับเบียร์สองสไตล์แรกแล้ว ถ้าอยากจะยกระดับความซับซ้อนของรสชาติขึ้นไปอีกขั้น คุณผู้อ่านต้องลองสองสไตล์นี้เลยครับ
3. Pale Ale (เพลเอล): พี่ใหญ่ของสายฮอปส์

ถ้าให้เปรียบ Pale Ale ก็เหมือนกับจุดเริ่มต้นของเบียร์ตระกูลฮอปส์เลยครับ เป็นเบียร์เอลที่มีสีอำพันอ่อนๆ ได้รสชาติที่กลมกล่อม มีความสมดุลที่ดีระหว่างความหวานของมอลต์กับความขมของฮอปส์ และมักจะมีกลิ่นหอมของฮอปส์ที่ไม่รุนแรงจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำความรู้จักกับเบียร์ที่มีความขมและกลิ่นฮอปส์ที่ชัดเจนขึ้น
เกร็ดน่ารู้: คำว่า “Pale” ในชื่อ Pale Ale นั้นไม่ได้หมายถึงสีอ่อนนะครับ แต่หมายถึงการใช้มอลต์ที่สีซีดกว่าเบียร์ชนิดอื่นๆ ในยุคนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเบียร์สีเข้ม
4. IPA (India Pale Ale): เบียร์สำหรับสายจัดจ้านและซับซ้อน

IPA นี่เปรียบได้กับพี่ใหญ่ของเบียร์สไตล์ Hoppy (เน้นคาร์แร็คเตอร์ของฮอปส์) เบียร์สไตล์นี้ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายในโลกของคราฟท์เบียร์ ด้วยการใช้ฮอปส์ในปริมาณมาก ทำให้มีรสชาติขมที่โดดเด่น และกลิ่นหอมของฮอปส์ที่หลากหลาย ตั้งแต่กลิ่นผลไม้โทนซิตรัส (Citrus) ผลไม้เมืองร้อน ไปจนถึงกลิ่นสน เหมาะกับผู้ที่ชอบความจัดจ้าน และต้องการรสชาติที่ซับซ้อนโดดเด่น
เกร็ดน่ารู้: แม้จะมีชื่อว่า “India Pale Ale” แต่เบียร์สไตล์นี้ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นในอินเดียนะครับ แต่ถูกผลิตในประเทศอังกฤษเพื่อส่งไปขายที่อินเดีย เพราะฮอปส์และแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นทำหน้าที่เป็นสารกันบูดตามธรรมชาติ ทำให้เบียร์ไม่เสียระหว่างการเดินทางไกล
เบียร์สำหรับผู้ที่ชอบรสชาติเข้มข้นถึงใจ
ถ้าคุณผู้อ่านเป็นคนที่ชอบรสชาติที่เข้มข้น นุ่มนวล และมีกลิ่นอายของกาแฟหรือช็อกโกแลต จะต้องหลงรักสไตล์นี้แน่นอนครับ
5. Stout (สเตาต์): เบียร์สีดำที่มาพร้อมความนุ่มนวลและลุ่มลึก

Stout คือเบียร์สีดำเข้มที่ได้จากมอลต์คั่วอย่างแรง มีเนื้อสัมผัสที่หนักแน่นและนุ่มนวลเหมือนกำมะหยี่ รสชาติและกลิ่นจะคล้ายกาแฟคั่ว ช็อกโกแลต คาราเมล หรือโกโก้ มีความหวานและความขมที่สมดุลกัน เป็นเบียร์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลองอะไรที่แตกต่างจากเบียร์ทั่วๆ ไป
เกร็ดน่ารู้: Stout บางชนิดที่ผลิตในไอร์แลนด์จะมีการอัดแก๊สไนโตรเจน (Nitrogen) ลงไปแทนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ได้ฟองที่เนียนนุ่มเหมือนครีม และเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนกว่าเบียร์ทั่วไปอย่างชัดเจนเลยครับ
ทิ้งท้าย
และทั้งหมดนี้ก็คือการทำความรู้จักกับ “สไตล์เบียร์” และ 5 สไตล์ยอดฮิตที่ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้ลองสัมผัสด้วยตัวเองครับ เพราะการทำความเข้าใจสไตล์เบียร์จะช่วยให้คุณสนุกกับการดื่มคราฟท์เบียร์มากขึ้น และสามารถเลือกแก้วที่ถูกใจได้อย่างแม่นยำ ลองเริ่มต้นจากสไตล์ที่คุณชอบ แล้วค่อยๆ ขยับขยายไปสำรวจสไตล์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายในโลกของคราฟท์เบียร์ดูนะครับ
แล้วคุณล่ะครับ หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว อยากจะเริ่มต้นลองเบียร์สไตล์ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า? ลองออกไปหาคราฟท์เบียร์ดีๆ สักแก้ว แล้วมาเปิดโลกใบใหม่ของเบียร์ไปพร้อมๆ กันนะครับ!





Leave a comment